ฉันก็เหมือนอีกหลายคนที่เคยฝันอยากจะวาดรูปกับเค้าบ้าง
แต่ก็มักหยุดที่ความคิด เพราะรู้สึกว่ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน
เราคงไม่มีความสามารถขนาดนั้นหรอก แล้วเราก็ปล่อยให้ความคิดนี้ผ่านไป
วันดีคืนดีก็นึกอยากขึ้นมาอีก วนเวียนอยู่เช่นนี้จนวัยเลยหลักสี่มาหลายปี
จนกระทั่งวันหนึ่งฉันได้มีโอกาสเรียนวาดภาพกับอ.ผ่อง เซ่งกิ่ง ซึ่งเป็นครูและ
ศิลปินที่มีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะงานด้านศิลปะไทย และศิลปะพื้นบ้าน
การได้เรียนศิลปะกับอ.ผ่อง ถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างมาก
ฉันได้ทลายกำแพงแห่งความกลัวที่มีต่องานศิลปะและค้นพบศักยภาพในตัวเอง
ที่ทำให้ฉันกลายเป็นคนใหม่ที่พร้อมจะเรียนรู้และสร้างงานศิลป์ด้วยตัวเอง
เพราะศิลปะมันไม่ได้อยู่ในตำรา แต่มีอยู่แล้วในตัวเรา
ฉันเริ่มต้นเรียนรู้จากอ.ผ่อง จากการเขียนภาพแบบ contour ซึ่งเป็นพื้นฐาน
ของการพิจารณาวัตถุและการลากเส้นที่เป็นธรรมชาติ อาจารย์เพียงนำผลไม้พื้นบ้าน
3-4 ชนิด มาจัดวางตรงหน้า แล้วให้เราลากเส้นที่แสดงวัตถุนั้น โดยให้สายตาเรา
จับจ้องอยู่ที่วัตถุตลอดเวลา ไม่ต้องมองดูมือที่เขียน ฟังทีแรกออกจะขัดใจเพราะไม่
คุ้นเคย ในใจนึกค้านว่าจะวาดได้อย่างไร ถ้าไม่ให้ก้มมองดูมือที่กำลังวาด ภาพคงดู
ไม่ได้เป็นแน่ แต่อาจารย์ก็บอกว่าไม่สำคัญหรอกว่าภาพจะสวยหรือไม่สวย
ขอเพียงแค่เรามีสมาธิอยู่กับวัตถุตรงหน้า เส้นที่ขีดเขียนออกมาล้วนแต่สวยทั้งนั้น
เพราะเป็นเส้นสายที่เป็นธรรมชาติ อาจารย์ให้กำลังใจและบอกเพียงว่า
ขณะทำต้องผ่อนคลายนะ ผ่อนคลายข้อมือ ทำด้วยใจว่างๆ เดี๋ยวมันสวยเอง
ขณะทำมีบางช่วงที่รู้สึกเริ่มสนุก เพราะทุกคนก็วาดบิดๆ เบี้ยวๆ กันทั้งนั้น
ไม่เห็นมีใครวาดได้เหมือนเลยสักคน อาจารย์ก็ให้แง่คิดว่า เราไม่ได้ฝึกเรื่องวาดให้
เหมือน แต่เรากำลังสร้างประสบการณ์แบบใหม่ขึ้นในตัวเรา ค่อยให้กาย (มือ) ใจ
ทำงานไปพร้อมๆ กับการมองเห็นของเราที่มีต่อวัตถุตรงหน้า โดยให้เราฝึกสังเกต
ไปด้วยว่าใจเราในแต่ละขณะเป็นอย่างไร และเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
อยู่ๆ ก็รู้สึกว่า มือมันเคลื่อนตามวัตถุที่เรามองเห็น ทั้งที่เราไม่ได้ก้มลงมองมือที่
กำลังลากเส้นเลยแม้แต่น้อย ยิ่งถ้าใจเรานิ่ง เส้นสายที่ลากก็คมชัด มีความต่อเนื่อง
และมีความเป็นธรรมชาติใกล้เคียงกับวัตถุที่เห็นมากจนน่าแปลกใจ
แต่พอใจแกว่งหรือฟุ้งไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ เมื่อไหร่ลายเส้นก็พลอยสะดุดไปด้วย
เฝ้ามองและพิจารณาไปเรื่อยๆ ถึงได้พบว่าสิ่งที่อ.ผ่อง กำลังสอนไม่ใช่แค่การลากเส้น
แต่เป็นการดำรงจิตอยู่กับปัจจุบัน หากสายตาของเราสัมพันธ์กับปัจจุบันขณะของการ
มองเห็นได้เมื่อไหร่ ภาพที่ปรากฎมันสวยเอง เพราะเส้นสายที่เกิดขึ้นมันเป็นธรรมชาติ
ของการเห็น ยิ่งการเห็นของเราละเอียดมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเข้าใกล้ความเป็นธรรมชาติ
ของวัตถุมากขึ้นเท่านั้น ภาพที่เราวาดกับสิ่งที่มองเห็นก็คือสิ่งเดียวกัน
มันทำให้ฉันฉุกคิดได้ว่า ทุกวันนี้การมองเห็นของเราในชีวิตเป็นอย่างไร
เราไม่เคยได้มีเวลาพิจารณาสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างจริงจังเลย แม้ในขณะที่เรากำลังพูด
อยู่กับคนตรงหน้า ในใจเราก็คิดไปถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ซึ่งบ่อยครั้งก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่
กำลังพูดเลย ใจมันคอยแวบไปแวบมาตลอด ทั้งการเห็นและการได้ยินจึงบิดเบี้ยวเอา
มากๆ ขนาดว่าคู่สนทนาแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย กังวล รำคาญใจ เราก็แทบมองไม่เห็น
เพราะเรามัวแต่หมกมุ่นกับความคิดหรือความรู้สึกในตัวเราเป็นหลัก เราปิดกั้นการรับรู้
ของเราไปจนหมด ทั้งการมองเห็น การได้ยิน และการสัมผัส
ชีวิตของเราจึงบิดเบือน บิดเบี้ยวเพราะไม่ได้อยู่กับความเป็นจริง เอาแค่ง่ายๆ
เวลาเดินสวนกับเพื่อนที่ทำงาน แล้วเค้าส่งเสียงทักทายว่าเป็นไงบ้าง
ฉันก็มักตอบว่า "สบายดี" โดยอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นฉันเป็นอย่างไร
รู้สึกอย่างไรจริงๆ เพราะใจฉันกำลังห่วงว่าเดี๋ยวจะเข้าประชุมสาย
ขณะประชุมฉันก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคนที่กำลังพูด ทั้งๆ ที่ในสมองฉันคิดถึงเรื่องงานที่
ต้องส่งสิ้นเดือนนี้ว่าจะทำทันมั้ย แต่ก็นั่นแหล่ะ ฉันไม่มีเวลามาหาคำตอบหรอกว่า
วันนี้ฉันเป็นยังไงบ้าง และมันก็ผ่านไปเหมือนทุกวัน
การทำ contour ช่วยสร้างประสบการณ์ให้ฉันดำรงอยู่กับปัจจุบันขณะด้วยกาย
ด้วยใจ และทั้งหมดที่ตัวฉัน ไม่ใช่แค่คิดว่าฉันกำลังทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่แทบจะเป็น
สิ่งเดียวกัน มือที่กำลังเคลื่อนไหวเพียงถ่ายทอดการมองเห็นของตัวฉันเท่านั้น
มือที่มั่นคงก็สะท้อนการมองเห็นที่มั่นคง ภาพที่อ่อนช้อยนุ่มนวล ก็สะท้อนความฮ่อนโยน
และประณีตในการมองเห็นของฉัน ฉะนั้น ตัวฉันกับศิลปะจึงไม่ได้แยกขาดจากกัน
ศิลปะคือตัวฉัน ฉันคือศิลปะ พอตระหนักถึงตรงนี้ ฉันก็เลิกกังวลกับผลงานไปในทันที
ภาพจะสวยหรือไม่สวยไม่สำคัญเท่ากับว่าในขณะที่ฉันกำลังทำงานศิลปะ ฉันมองเห็น
อะไรต่างหาก การเห็น สามารถเกิดขึ้นทั้งข้างนอก (วัตถุ) และข้างใน (จิต)
หากฉันเพ่งจ้องวัตถุมากเกินไป โดยไม่เห็นฉันกำลังคาดหวังว่าภาพจะต้องออกมาดูดี
งานศิลปะที่อยู่ตรงหน้าย่อมบ่งบอกถึงความตึง ความไม่ผ่อนคลาย ความไม่เป็นธรรมชาติ
เส้นก็จะแข็งมาก หากเราผ่อนคลายมากเกินไปจนผลอยหลับบ้าง สะลึมสะลือบ้าง ลายเส้น
ก็จะขาดน้ำหนัก ขาดความคมชัด เพราะฉะนั้นงานศิลปะจึงบอกสภาวะของผู้ทำงานศิลปะได้
เป็นอย่างดี อ.ผ่อง บอกว่า มองปุ๊บเดียวก็พอจะเดาได้ว่า ใครเป็นอย่างไร นิสัยยังไง
ถามว่าอะไรเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การมองเห็นข้างนอกกับข้างมันไม่สัมพันธ์กันหรือ
บางครั้งก็ขัดแย้งกัน ฉันคิดว่า อุปสรรคสำคัญก็คือ"ความคิด" ยิ่งคนมีความรู้มากก็มักปล่อยใจ
ไปอยู่ที่ความคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งไปเรื่อยๆ จนไม่อยู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
อุปสรรคประการต่อมาก็คือ "ความคุ้นเคย" เวลาที่เราเผลอเรามักกลับไปทำในสิ่งที่คุ้นเคย
ซึ่งทำให้เราไม่ได้เรียนรู้ เช่น เวลาเราขับรถไป คุยโทรศัพท์ไป เรามักพบว่าตัวเองกำลัง
ขับรถตามแพทเทิร์นแบบที่เคยขับทุกวัน จนบางครั้งก็ลืมไปว่าตั้งใจจะไปอีกที่หนึ่งต่างหาก
เป็นต้น
การวาดภาพแบบ contour จึงเป็นเครื่องมือที่ดีที่ช่วยให้ฉันได้ฝึกฝนให้อยู่กับปัจจุบัน
ขณะของตัวเอง และเรียนรู้ที่จะมองเข้าไปในตัวเองและเห็นถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นช้าๆ
การเห็นจะช่วยให้เราหยุดตัวเองจากความคุ้นชินบางอย่าง เช่น ความหงุดหงิด ความเบื่อ
เพราะทันทีที่เราเห็นมันก็ค่อยๆ ดับไป ซึ่งฉันพบว่าตัวเองทำได้เป็นช่วงๆ แล้วก็กลับไป
กลับมาอยู่อย่างนั้น อาจารย์ก็ให้กำลังใจว่าดีแล้ว มันเป็นอย่างนั้นแหล่ะ พอเราทำบ่อยๆ
เข้า หรือหมั่นฝึกฝนอยู่เนืองๆ จิตที่มีความสงบก็สามารถตั้งมั่นอยู่ได้นานขึ้น เป็นปกติมากขึ้น
เราก็จะสามารถเข้าถึงความดี ความงาม และความจริงตามธรรมชาติในที่สุด
วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
คุณเคารพตัวเองอย่างไรบ้าง?
มีคำถามมากมายที่วิ่งเข้ามาหาเราอยู่ตลอดเวลา
แต่อาจมีเพียงไม่กี่คำถามในชีวิตที่จำเป็นสำหรับเราจริงๆ
หลายวันมานี้ ฉันนั่งถามตัวเองว่า "ฉันกำลังทำอะไรอยู่"
และ "อะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับฉันตอนนี้"
แรกๆ ฉันก็ตอบอย่างที่คุณคงเดาได้ไม่ยาก
"งาน ความสำเร็จ เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ได้ทำอะไรใหม่ๆ ฯลฯ"
พอฉันผ่อนคลายตัวเองและให้เวลาตัวเองนานขึ้นกับคำถามนี้
กลับพบว่ามีหลายๆ คำตอบที่ฉันนึกไม่ถึง
"ความสงบ การท่องเที่ยว ธรรมชาติ หนังดีๆ สักเรื่อง คนที่เป็น
แรงบันดาลใจ หนังสือ กินของอร่อย นอน ฯลฯ " ฉันตอบไปได้
สักพักก็เริ่มค้นพบว่า ลึกๆ แล้วฉันต้องการการพักผ่อนต่างหาก
อาจเป็นเพราะช่วงนี้ฉันทำงานมากจนเกินไป มากเสียจน
แทบไม่มีเวลาได้หยุดคิดใคร่ครวญอย่างจริงจัง บางครั้งเราก็ปล่อย
ให้กิเลสของเราควบคุมชีวิตของเราไว้
แต่ละวันมักจะมีคำถามเข้ามาในชีวิตเรามากมาย
ตั้งแต่ชีวิตความเป็นอยู่ การงาน ไปจนถึงความสัมพันธ์
ทว่ามีสักกี่คำถามที่คุณสนใจตอบมันอย่างจริงจัง อย่างเช่น
เป็นยังไงบ้าง?
สบายดีมั้ย?
ตอนนี้ทำอะไรอยู่?
แม่รักผมหรือเปล่า?
ผมจะตายมั้ยหมอ?
คำถามเหล่านี้มักผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วก็ผ่านไปจนกลาย
เป็นคำตอบโดยอัตโนมัติ
แต่มีคำถามนึงที่ฉันรู้สึกว่าไม่สามารถผ่านมันไปได้ง่ายๆ
และเมื่อค้นหาคำตอบอย่างจริงจัง ฉันก็พบคำถามที่น่าสนใจมากมาย
คุณอยากลองถามตัวเองบ้างมั้ย
"คุณเคารพตัวเองอย่างไรบ้าง?"
แต่อาจมีเพียงไม่กี่คำถามในชีวิตที่จำเป็นสำหรับเราจริงๆ
หลายวันมานี้ ฉันนั่งถามตัวเองว่า "ฉันกำลังทำอะไรอยู่"
และ "อะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับฉันตอนนี้"
แรกๆ ฉันก็ตอบอย่างที่คุณคงเดาได้ไม่ยาก
"งาน ความสำเร็จ เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ได้ทำอะไรใหม่ๆ ฯลฯ"
พอฉันผ่อนคลายตัวเองและให้เวลาตัวเองนานขึ้นกับคำถามนี้
กลับพบว่ามีหลายๆ คำตอบที่ฉันนึกไม่ถึง
"ความสงบ การท่องเที่ยว ธรรมชาติ หนังดีๆ สักเรื่อง คนที่เป็น
แรงบันดาลใจ หนังสือ กินของอร่อย นอน ฯลฯ " ฉันตอบไปได้
สักพักก็เริ่มค้นพบว่า ลึกๆ แล้วฉันต้องการการพักผ่อนต่างหาก
อาจเป็นเพราะช่วงนี้ฉันทำงานมากจนเกินไป มากเสียจน
แทบไม่มีเวลาได้หยุดคิดใคร่ครวญอย่างจริงจัง บางครั้งเราก็ปล่อย
ให้กิเลสของเราควบคุมชีวิตของเราไว้
แต่ละวันมักจะมีคำถามเข้ามาในชีวิตเรามากมาย
ตั้งแต่ชีวิตความเป็นอยู่ การงาน ไปจนถึงความสัมพันธ์
ทว่ามีสักกี่คำถามที่คุณสนใจตอบมันอย่างจริงจัง อย่างเช่น
เป็นยังไงบ้าง?
สบายดีมั้ย?
ตอนนี้ทำอะไรอยู่?
แม่รักผมหรือเปล่า?
ผมจะตายมั้ยหมอ?
คำถามเหล่านี้มักผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วก็ผ่านไปจนกลาย
เป็นคำตอบโดยอัตโนมัติ
แต่มีคำถามนึงที่ฉันรู้สึกว่าไม่สามารถผ่านมันไปได้ง่ายๆ
และเมื่อค้นหาคำตอบอย่างจริงจัง ฉันก็พบคำถามที่น่าสนใจมากมาย
คุณอยากลองถามตัวเองบ้างมั้ย
"คุณเคารพตัวเองอย่างไรบ้าง?"
วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
ด้วยรักและเคารพแด่ "ครู"
วันแห่งความรักเพิ่งผ่านพ้นไป
หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมต้องบอกรักกันแค่วันวาเลนไทน์
นั่นสิ วันวาเลนไทน์สำหรับฉันก็แค่วันๆ หนึ่งเท่านั้นเอง
แต่พอมีเทศกาลมาเตือนให้เรานึกถึงคนที่เรารักบ้าง
ก็ไม่เลวนักหรอก ทำให้ได้ทบทวนว่า
ในชีวิตเรามีใครที่เราอยากบอกรักบ้าง
แล้วก็พบว่า มีคน 2 คนที่ฉันรักและเคารพมาก
แต่ไม่เคยบอกรักท่านเลย
ใครกันนะ...อย่าเดาเลย จ้างให้ก็ทายไม่ถูกหรอก
คนแรกนั้นมีความหมายกับชีวิตฉันมาก
ท่านเป็นทั้งครูผู้ให้ความรู้และนำทางจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้
ท่านติดอาวุธทางปัญญาให้กับฉัน และสอนให้ฉันคิดเป็น
สอนให้ฉันเคารพและให้เกียรติคนอื่นแม้เขาจะต่ำต้อยกว่า
ที่สำคัญท่านสอนให้ฉันตระหนักว่า การให้โอกาสผู้อื่นนั้น
คือการให้โอกาสตนเองได้เรียนรู้ด้วยเช่นกัน
ซึ่งจะทำให้เราไม่มีวันเดินถอยหลัง
ท่านยังเป็นแบบอย่างของคนที่ใฝ่รู้อยู่เสมอ
ไม่มีอะไรที่ท่านตั้งใจแล้วทำไม่ได้ เพราะท่านเชื่อว่าคนเรา
มีศักยภาพในการเรียนรู้ หากเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจ
และมีอุดมคติบางอย่างที่หล่อเลี้ยงวิถีแห่งการดำเนินชีวิต
ฉันโชคดีเหลือเกินที่ได้รู้จัก ได้เรียนรู้ และทำงานกับท่านมา
ไม่ต่ำกว่า 8 ปี แม้วันนี้ฉันจะมีเส้นทางเป็นของตนเอง
แต่ก็ไม่เคยลืมพระคุณของครูท่านนี้เลยแม้แต่น้อย
ฉันจึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้แสดงความรักและความเคารพแด่ครู
ผู้เป็นแสงสว่างแห่งปัญญา "ดร.ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์"
สงกรานต์ปีนี้จะหาโอกาสไปกราบท่านสักครั้ง
ส่วนอีกท่านหนึ่งนั้นเป็นครูที่ไม่เคยได้พบหน้ากันอย่างจริงจัง
ไม่เคยพูดคุยกันแม้สักครั้งเดียว แต่ฉันก็สามารถเคารพท่าน
ได้อย่างจริงใจ และขอบังอาจเรียกท่านว่าเป็นครูอีกคนหนึ่ง
ในชีวิตของฉัน ท่านผู้นี้ก็คือ "คุณชัชรินทร์ ไชยวัฒน์"
เจ้าของคอลัมน์ "จุดไฟในนาคร" ในหนังสืออาทิตย์ข่าวพิเศษ
ที่ฉันได้อ่านตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา จนกระทั่งหนังสือพิมพ์
รายสัปดาห์ฉบับนี้ปิดตัวลงในที่สุด
ผลงานเขียนของคุณชัชรินทร์ ในอาทิตย์ข่าวพิเศษนั้น
มีอิทธิพลต่อมุมมองหรือวิธีคิดของฉันที่มีต่อสังคมการเมืองไทย
เป็นอย่างมาก ทุกตัวอักษรที่ปรากฎบนหน้ากระดาษ
แสดงถึงความเฉียบคมและความลุ่มลึกในการเข้าถึงความจริง
ที่อยู่เบื้องหลังปรากฎการณ์ทางสังคมในแต่ละยุคสมัยได้อย่าง
น่าประทับใจ
ซึ่งได้มีส่วนหล่อหลอมให้ฉันมีวุฒิภาวะในการคิดวิเคราะห์
และสามารถเชื่อมโยงเหตุปัจจัยต่างๆ ทั้งในระดับปัจเจก
ระดับสังคม และระดับโลกได้อย่างที่ไม่เคยได้เรียนในมหา'ลัย
มาก่อน อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจในยามที่ท้อแท้ผิดหวัง
กับสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่เหลวแหลกซ้ำซาก
ทำให้ฉันเข้าใจและสามารถวางท่าทีต่อปรากฎการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้น โดยไม่เป็นทุกข์จนเกินไป
และเป็นข้อเขียนชิ้นแรกๆ ที่ทำให้ฉันนึกอยากอ่านธรรมะของ
ท่านพุทธทาสขึ้นมา ทั้งๆ ที่สมัยนั้นไม่ค่อยนิยมหนังสือธรรมะ
สักเท่าไหร่ แถมยังมีอคติกับคนที่สนใจปฏิบัติธรรมด้วย
บทวิเคราะห์หลายชิ้นของท่านสามารถเชื่อมโยงหลักธรรม
โดยเฉพาะเรื่อง "อิทัปปัจจยตา" ได้อย่างน่าสนใจ รวมถึงเรื่อง
"ไกวัลยธรรม" ด้วย
ฉันจึงขอใช้โอกาสนี้แสดงความรักและความคารวะแด่ครูที่ไม่
เคยพบหน้าท่านนี้ด้วย ท่านไม่จำเป็นต้องรู้จักฉัน และไม่มีความ
จำเป็นที่ฉันต้องเพียรพยายามไปรู้จักท่าน ความกตัญญูกตเวทิตา
ที่ฉันพึงมีต่อท่านก็คือ การดำเนินชีวิตในปัจจุบันของฉันต่างหาก
ที่เป็นของขวัญหรือสิ่งแสดงความคาวระที่ท่านอยากเห็น
ในยามที่เหนื่อยล้าและท้อถอย
ฉันมักนึกถึงครูทั้งสองท่านนี้ เหมือนท่านมายืนอยู่เบื้องหน้า
และบอกฉันด้วยน้ำเสียงที่เมตตาว่า
"ไม่มีสิ่งใดที่สูญเปล่า มีแต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ"
ขอบพระคุณครูของฉันอีกครั้งที่ทำให้เดือนแห่งความรักนี้
เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าเต็มที
รักครูค่ะ
สุ้ย
หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมต้องบอกรักกันแค่วันวาเลนไทน์
นั่นสิ วันวาเลนไทน์สำหรับฉันก็แค่วันๆ หนึ่งเท่านั้นเอง
แต่พอมีเทศกาลมาเตือนให้เรานึกถึงคนที่เรารักบ้าง
ก็ไม่เลวนักหรอก ทำให้ได้ทบทวนว่า
ในชีวิตเรามีใครที่เราอยากบอกรักบ้าง
แล้วก็พบว่า มีคน 2 คนที่ฉันรักและเคารพมาก
แต่ไม่เคยบอกรักท่านเลย
ใครกันนะ...อย่าเดาเลย จ้างให้ก็ทายไม่ถูกหรอก
คนแรกนั้นมีความหมายกับชีวิตฉันมาก
ท่านเป็นทั้งครูผู้ให้ความรู้และนำทางจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้
ท่านติดอาวุธทางปัญญาให้กับฉัน และสอนให้ฉันคิดเป็น
สอนให้ฉันเคารพและให้เกียรติคนอื่นแม้เขาจะต่ำต้อยกว่า
ที่สำคัญท่านสอนให้ฉันตระหนักว่า การให้โอกาสผู้อื่นนั้น
คือการให้โอกาสตนเองได้เรียนรู้ด้วยเช่นกัน
ซึ่งจะทำให้เราไม่มีวันเดินถอยหลัง
ท่านยังเป็นแบบอย่างของคนที่ใฝ่รู้อยู่เสมอ
ไม่มีอะไรที่ท่านตั้งใจแล้วทำไม่ได้ เพราะท่านเชื่อว่าคนเรา
มีศักยภาพในการเรียนรู้ หากเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจ
และมีอุดมคติบางอย่างที่หล่อเลี้ยงวิถีแห่งการดำเนินชีวิต
ฉันโชคดีเหลือเกินที่ได้รู้จัก ได้เรียนรู้ และทำงานกับท่านมา
ไม่ต่ำกว่า 8 ปี แม้วันนี้ฉันจะมีเส้นทางเป็นของตนเอง
แต่ก็ไม่เคยลืมพระคุณของครูท่านนี้เลยแม้แต่น้อย
ฉันจึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้แสดงความรักและความเคารพแด่ครู
ผู้เป็นแสงสว่างแห่งปัญญา "ดร.ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์"
สงกรานต์ปีนี้จะหาโอกาสไปกราบท่านสักครั้ง
ส่วนอีกท่านหนึ่งนั้นเป็นครูที่ไม่เคยได้พบหน้ากันอย่างจริงจัง
ไม่เคยพูดคุยกันแม้สักครั้งเดียว แต่ฉันก็สามารถเคารพท่าน
ได้อย่างจริงใจ และขอบังอาจเรียกท่านว่าเป็นครูอีกคนหนึ่ง
ในชีวิตของฉัน ท่านผู้นี้ก็คือ "คุณชัชรินทร์ ไชยวัฒน์"
เจ้าของคอลัมน์ "จุดไฟในนาคร" ในหนังสืออาทิตย์ข่าวพิเศษ
ที่ฉันได้อ่านตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา จนกระทั่งหนังสือพิมพ์
รายสัปดาห์ฉบับนี้ปิดตัวลงในที่สุด
ผลงานเขียนของคุณชัชรินทร์ ในอาทิตย์ข่าวพิเศษนั้น
มีอิทธิพลต่อมุมมองหรือวิธีคิดของฉันที่มีต่อสังคมการเมืองไทย
เป็นอย่างมาก ทุกตัวอักษรที่ปรากฎบนหน้ากระดาษ
แสดงถึงความเฉียบคมและความลุ่มลึกในการเข้าถึงความจริง
ที่อยู่เบื้องหลังปรากฎการณ์ทางสังคมในแต่ละยุคสมัยได้อย่าง
น่าประทับใจ
ซึ่งได้มีส่วนหล่อหลอมให้ฉันมีวุฒิภาวะในการคิดวิเคราะห์
และสามารถเชื่อมโยงเหตุปัจจัยต่างๆ ทั้งในระดับปัจเจก
ระดับสังคม และระดับโลกได้อย่างที่ไม่เคยได้เรียนในมหา'ลัย
มาก่อน อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจในยามที่ท้อแท้ผิดหวัง
กับสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่เหลวแหลกซ้ำซาก
ทำให้ฉันเข้าใจและสามารถวางท่าทีต่อปรากฎการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้น โดยไม่เป็นทุกข์จนเกินไป
และเป็นข้อเขียนชิ้นแรกๆ ที่ทำให้ฉันนึกอยากอ่านธรรมะของ
ท่านพุทธทาสขึ้นมา ทั้งๆ ที่สมัยนั้นไม่ค่อยนิยมหนังสือธรรมะ
สักเท่าไหร่ แถมยังมีอคติกับคนที่สนใจปฏิบัติธรรมด้วย
บทวิเคราะห์หลายชิ้นของท่านสามารถเชื่อมโยงหลักธรรม
โดยเฉพาะเรื่อง "อิทัปปัจจยตา" ได้อย่างน่าสนใจ รวมถึงเรื่อง
"ไกวัลยธรรม" ด้วย
ฉันจึงขอใช้โอกาสนี้แสดงความรักและความคารวะแด่ครูที่ไม่
เคยพบหน้าท่านนี้ด้วย ท่านไม่จำเป็นต้องรู้จักฉัน และไม่มีความ
จำเป็นที่ฉันต้องเพียรพยายามไปรู้จักท่าน ความกตัญญูกตเวทิตา
ที่ฉันพึงมีต่อท่านก็คือ การดำเนินชีวิตในปัจจุบันของฉันต่างหาก
ที่เป็นของขวัญหรือสิ่งแสดงความคาวระที่ท่านอยากเห็น
ในยามที่เหนื่อยล้าและท้อถอย
ฉันมักนึกถึงครูทั้งสองท่านนี้ เหมือนท่านมายืนอยู่เบื้องหน้า
และบอกฉันด้วยน้ำเสียงที่เมตตาว่า
"ไม่มีสิ่งใดที่สูญเปล่า มีแต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ"
ขอบพระคุณครูของฉันอีกครั้งที่ทำให้เดือนแห่งความรักนี้
เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าเต็มที
รักครูค่ะ
สุ้ย
วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ค่ะ
และแล้วปีเก่าก็กำลังจะผ่านไป
เวลาทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์
ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่มีอะไรที่ตั้งมั่นคงอยู่ได้ตลอดไป
ไม่มีอะไรดีกว่าการมีจิตที่ตั้งมั่น
สามารถสงบระงับอยู่ได้ ไม่ว่าจะมีความผันแปรใดๆ
ยิ่งในสภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจ
ไม่ว่าจะเผาจริงเผาหลอก ก็ขอให้ทุกท่านสามารถ
วางใจได้อย่างเหมาะสมและมีความสุข
ความสุขจากการพึ่งตนเอง
ลงมือกระทำในสิ่งที่เกื้อกูลต่อตนเองและผู้อื่น
ชะล้างความโกรธความเกลียดให้ออกไปจากใจ
เริ่มต้นปีใหม่ด้วยใจที่แจ่มกระจ่าง
มีกายที่ตื่นรู้และจิตที่เป็นกุศลตลอดปีใหม่นี้นะคะ
สวัสดีปีใหม่ 2552
เวลาทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์
ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่มีอะไรที่ตั้งมั่นคงอยู่ได้ตลอดไป
ไม่มีอะไรดีกว่าการมีจิตที่ตั้งมั่น
สามารถสงบระงับอยู่ได้ ไม่ว่าจะมีความผันแปรใดๆ
ยิ่งในสภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจ
ไม่ว่าจะเผาจริงเผาหลอก ก็ขอให้ทุกท่านสามารถ
วางใจได้อย่างเหมาะสมและมีความสุข
ความสุขจากการพึ่งตนเอง
ลงมือกระทำในสิ่งที่เกื้อกูลต่อตนเองและผู้อื่น
ชะล้างความโกรธความเกลียดให้ออกไปจากใจ
เริ่มต้นปีใหม่ด้วยใจที่แจ่มกระจ่าง
มีกายที่ตื่นรู้และจิตที่เป็นกุศลตลอดปีใหม่นี้นะคะ
สวัสดีปีใหม่ 2552
วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2551
เผชิญความตายอย่างสงบ ที่สาวิกาสิกขาลัย (2)
หลังจากที่พวกเราทำความคุ้นเคยได้ที่แล้ว พี่ฮัวก็บอกเล่าถึงแนวทาง
ในการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายว่ามีหลักการสำคัญอย่างไรบ้าง
มีการแลกเปลี่ยนซักถามกันบ้างเล็กน้อย จนกระทั่งได้เวลารับประทาน
อาหารมื้อกลางวัน ซึ่งเป็นมื้อกลางวันที่แสนอร่อย เพราะเป็นอาหาร
มังสวิรัติที่ปรุงอย่างปราณ๊ตและพิถีพิถันจากฝีมือแม่ครัวของชุมชนที่นี่
พออาหารตกถึงท้อง พวกเราก็เริ่มง่วง พวกเราเลยแก้ง่วงกันนิดหน่อย
ด้วยกิจกรรมง่ายๆ พอให้ตื่นตัว ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมในภาคบ่าย
ผ่านการทำบทบาทสมมติเพื่อเรียนรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
และแนวทางปฏิบัติที่เราสามารถค้นพบด้วยตนเอง
ทุกคนจับคู่กัน คนหนึ่งสวมบทเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย อีกคนหนึ่ง
สวมบทเป็นเพื่อนผู้ป่วยที่เคยมาเยี่ยม 2-3 ครั้งแล้ว เธออยากช่วยให้
ผู้ป่วยคลายความกังวลและมีวาระสุดท้ายที่สงบ
กิจกรรมบทบาทสมมติเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ช่วยให้เราสามารถเข้าถึง
อารมณ์ความรู้สึกในขณะที่สวมบทบาทนั้นๆ โดยเฉพาะหากผู้สวมบทบาท
ทำด้วยความตั้งใจ และรับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละชั่วขณะอย่างจริงใจ
ทุกคนดูตั้งใจกันมาก บางคู่ถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตันใจ
บางคู่กอดกันกลม บางคู่พูดคุยกันอย่างอ่อนโยน เห็นทั้งท่าทาง สีหน้า
แววตาและสัมผัสที่แสดงถึงความจริงใจ ข้าพเจ้ายังอดหลั่งน้ำตากับภาพ
ที่เห็นตรงหน้าไม่ได้
เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมบทบาทสมมติ ทุกคนได้มีโอกาสแบ่งปันประสบ
การณ์ซึ่งกันและกัน พูดถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงขณะ สิ่งที่
ประทับใจ สิ่งที่อยากจะพัฒนาเพิ่มเติม บางคนถึงกับยอมรับว่าตนเอง
มีความกลัวความกังวลเกิดขึ้น แต่เมื่อตั้งสติได้ และอยู่กับคนตรงหน้า
อย่างแท้จริง ความกลัวความกังวลก็ค่อยๆหายไป กลายเป็นบทสนทนา
ที่เป็นธรรมชาติ และหลายเรื่องราวในใจก็คลี่คลาย
บทเรียนบทแล้วบทเล่าเอื้อนเอ่ยมาจากนักศึกษาหรือผู้เข้าร่วมเรียนรู้
ไม่มีถูกผิด แต่ทุกคนเริ่มตระหนักว่า สิ่งสำคัญคือการมีจิตใจที่พร้อมจะ
ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างจริงจัง รับฟังอย่างลึกซึ้งโดยไม่ตัดสิน เคารพและ
ยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข ให้ผู้ป่วยได้มีโอกาสใคร่ครวญและค้นพบ
ศักยภาพภายในตน มีอิสระที่จะตัดสินใจต่อชีวิตและอนาคตของตน
โดยไม่รู้สึกผิด เป็นต้น
ข้าพเจ้าเพียงทำหน้าที่สร้างเงื่อนไขและพื้นที่ของการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น
เท่านั้น แต่บทเรียนที่เข้มข้นล้วนออกมาจากคุณภาพของผู้เรียนที่มี
ความกระตือล้อร้นในการเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้ตนเองได้สัมผัส
กับความรู้สึกสดๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น และรับรู้อย่างซี่อตรง
พวกเราปิดวงการเรียนรู้ด้วยการให้แต่ละคนสะท้อนความคิดของตน
อย่างตรงไปตรงมา ข้าพเจ้ารับฟังด้วยความอิ่มใจ ทุกถ้อยคำที่ได้
ยินเปรียบเสมือนบทกวีที่กลั่นออกมาจากใจ ทุกบรรทัดมีความรัก
ความเมตตาและความจริงใจสอดแทรกอยู่เป็นระยะ
ขอบคุณที่ได้มาเยี่ยมเยือน บทเรียนในวันนั้นมีค่าสำหรับข้าพเข้า
เหลือเกิน การได้เรียนรู้ร่วมกับกลุ่มคนที่มีคุณภาพเป็นเงื่อนไขที่หา
ได้ยาก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ตามมาล้วนน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
ในการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายว่ามีหลักการสำคัญอย่างไรบ้าง
มีการแลกเปลี่ยนซักถามกันบ้างเล็กน้อย จนกระทั่งได้เวลารับประทาน
อาหารมื้อกลางวัน ซึ่งเป็นมื้อกลางวันที่แสนอร่อย เพราะเป็นอาหาร
มังสวิรัติที่ปรุงอย่างปราณ๊ตและพิถีพิถันจากฝีมือแม่ครัวของชุมชนที่นี่
พออาหารตกถึงท้อง พวกเราก็เริ่มง่วง พวกเราเลยแก้ง่วงกันนิดหน่อย
ด้วยกิจกรรมง่ายๆ พอให้ตื่นตัว ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมในภาคบ่าย
ผ่านการทำบทบาทสมมติเพื่อเรียนรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
และแนวทางปฏิบัติที่เราสามารถค้นพบด้วยตนเอง
ทุกคนจับคู่กัน คนหนึ่งสวมบทเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย อีกคนหนึ่ง
สวมบทเป็นเพื่อนผู้ป่วยที่เคยมาเยี่ยม 2-3 ครั้งแล้ว เธออยากช่วยให้
ผู้ป่วยคลายความกังวลและมีวาระสุดท้ายที่สงบ
กิจกรรมบทบาทสมมติเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ช่วยให้เราสามารถเข้าถึง
อารมณ์ความรู้สึกในขณะที่สวมบทบาทนั้นๆ โดยเฉพาะหากผู้สวมบทบาท
ทำด้วยความตั้งใจ และรับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละชั่วขณะอย่างจริงใจ
ทุกคนดูตั้งใจกันมาก บางคู่ถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตันใจ
บางคู่กอดกันกลม บางคู่พูดคุยกันอย่างอ่อนโยน เห็นทั้งท่าทาง สีหน้า
แววตาและสัมผัสที่แสดงถึงความจริงใจ ข้าพเจ้ายังอดหลั่งน้ำตากับภาพ
ที่เห็นตรงหน้าไม่ได้
เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมบทบาทสมมติ ทุกคนได้มีโอกาสแบ่งปันประสบ
การณ์ซึ่งกันและกัน พูดถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงขณะ สิ่งที่
ประทับใจ สิ่งที่อยากจะพัฒนาเพิ่มเติม บางคนถึงกับยอมรับว่าตนเอง
มีความกลัวความกังวลเกิดขึ้น แต่เมื่อตั้งสติได้ และอยู่กับคนตรงหน้า
อย่างแท้จริง ความกลัวความกังวลก็ค่อยๆหายไป กลายเป็นบทสนทนา
ที่เป็นธรรมชาติ และหลายเรื่องราวในใจก็คลี่คลาย
บทเรียนบทแล้วบทเล่าเอื้อนเอ่ยมาจากนักศึกษาหรือผู้เข้าร่วมเรียนรู้
ไม่มีถูกผิด แต่ทุกคนเริ่มตระหนักว่า สิ่งสำคัญคือการมีจิตใจที่พร้อมจะ
ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างจริงจัง รับฟังอย่างลึกซึ้งโดยไม่ตัดสิน เคารพและ
ยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข ให้ผู้ป่วยได้มีโอกาสใคร่ครวญและค้นพบ
ศักยภาพภายในตน มีอิสระที่จะตัดสินใจต่อชีวิตและอนาคตของตน
โดยไม่รู้สึกผิด เป็นต้น
ข้าพเจ้าเพียงทำหน้าที่สร้างเงื่อนไขและพื้นที่ของการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น
เท่านั้น แต่บทเรียนที่เข้มข้นล้วนออกมาจากคุณภาพของผู้เรียนที่มี
ความกระตือล้อร้นในการเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้ตนเองได้สัมผัส
กับความรู้สึกสดๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น และรับรู้อย่างซี่อตรง
พวกเราปิดวงการเรียนรู้ด้วยการให้แต่ละคนสะท้อนความคิดของตน
อย่างตรงไปตรงมา ข้าพเจ้ารับฟังด้วยความอิ่มใจ ทุกถ้อยคำที่ได้
ยินเปรียบเสมือนบทกวีที่กลั่นออกมาจากใจ ทุกบรรทัดมีความรัก
ความเมตตาและความจริงใจสอดแทรกอยู่เป็นระยะ
ขอบคุณที่ได้มาเยี่ยมเยือน บทเรียนในวันนั้นมีค่าสำหรับข้าพเข้า
เหลือเกิน การได้เรียนรู้ร่วมกับกลุ่มคนที่มีคุณภาพเป็นเงื่อนไขที่หา
ได้ยาก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ตามมาล้วนน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2551
เผชิญความตายอย่างสงบ ที่สาวิกาสิกขาลัย (1)
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับนักศึกษา
ป.โท ของสาวิกาสิกขาลัย นักศึกษากลุ่มนี้ถือเป็นรุ่นแรก รวมอาจารย์กับลูกศิษย์
ก็ร่วม 27 คน นักศึกษาส่วนใหญ่มาจากหลายสาขาอาชีพ และมีความสนใจที่จะ
พัฒนาจิตวิญญาณภายใน หัวข้อในการเรียนรู้คราวนี้ คือเรื่อง การช่วยเหลือด้าน
จิตใจแก่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือผู้ใกล้ตาย
ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าจะเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนหรือไม่เพราะบรรดาลูกศิษย์
และคณาจารย์ก็มีภูมิความรู้มากกว่าดิฉันหลายเท่า เมื่อคิดได้ว่าตัวเองไม่ได้
ไปสอน แต่ไปเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับกลุ่มคนที่อยู่ที่นั่น อาการ
วิตกกังวลก็คลี่คลายไปมาก
เมื่อไปถึงเสถียรธรรมสถาน บรรยากาศที่ร่มรื่น และการต้อนรับที่อบอุ่นของ
นักศึกษาและคณาจารย์รุ่นใหม่ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นที่ตั้ง ชวนให้รู้สึก
เบิกบานยิ่งนัก เรานั่งเรียนกันที่ศาลากลางสวน ทุกคนมีอาสนะที่หุ้มด้วยผ้าขาว
ไว้รองนั่ง
เมื่อไปถึงก็พบว่าพี่ฮัว หรืออ.สุรีย์ ลี้มงคล พยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์
ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้าน จากรพ.ศิริราช มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว ดิฉันชวน
พี่ฮัวมาเป็นวิทยากรร่วมด้วย เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ของพี่ฮัวน่าจะให้แง่คิด
กับพวกเราได้ไม่น้อยทีเดียว ซึ่งทุกทีเราจะเตี๊ยมกันค่อนข้างมาก และวางแผน
กันเป็นขั้นตอนว่าจะทำอะไรบ้าง
แต่คราวนี้ดิฉันกับพี่ฮัวคุยกันทางโทรศัพท์คร่าวๆ บอกหัวข้อที่คิดว่ากลุ่มสนใจ
จะเรียนรู้ แล้วก็กำหนดเวลากันหลวมๆ ประมาณว่า ไปดูผู้ร่วมเรียนรู้ก่อนว่า
เป็นยังไงบ้างแล้วค่อยปรับให้เหมาะให้พอดี ขาดเหลืออะไรก็ช่วยกันเติม
ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น ไม่อยากให้บรรยากาศเคร่งเครียดจนเกินไป ซึ่งพี่ฮัวก็
น่ารักมาก พยายามจัดสรรเวลาจนสามารถมาได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้จองคิวไว้
ล่วงหน้า ต้องขอบคุณพี่ฮัวมากๆ เลยที่ให้ความเมตตา
ก่อนเริ่มแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ได้แวะมาเยี่ยมให้กำลังใจและเล่าถึงข้อธรรม
ที่คุณแม่บรรยายเมื่อเช้านี้ เนื่องในวันออกพรรษา และมีญาติโยมมาทำบุญ
ใส่บาตรกัน ซึ่งชวนให้เรากลับมาใคร่ครวญภายในว่า เราทุกคนล้วนมีด้าน
สว่างและด้านมืดอยู่ในตัวเราทั้งสิ้น บางครั้งเราก็เป็นเทวดา นางฟ้า บางครั้ง
ก็เป็นปีศาจ อสูรกาย เราต้องมองให้เห็นความจริงแท้ในตัวตนของเรา
แม่ชีศันสนีย์ เล่าสู่กันฟังแบบสบายๆ แต่กลับกลายเป็นประเด็นเปิดวงได้อย่าง
แนบเนียน คุณแม่พูดถึงการเรียนรู้จากความทุกข์ว่า หลายครั้งความทุกข์ก็ให้
บทเรียนที่มีคุณค่าแก่ชีวิต ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อมโยงกับประสบการณ์ภายในของ
ตนเองเมื่อต้องเผชิญทุกข์จากการสูญเสีย และพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก
นั่นคือ คุณพ่อคุณแม่ของดิฉัน ซึ่งกลายเป็นบทเรียนให้ดิฉันเริ่มคิดถึงการใช้ชีวิต
โดยไม่ประมาทและหันมาสนใจฝึกฝนเรียนรู้เรื่องการเผชิญความตายอย่างสงบ
จนกระทั่งปัจจุบัน
ต้องขอบพระคุณในความเมตตาของคุณแม่เป็นอย่างมาก ท่านเข้ามาด้วยความ
ถ่อมตน และขอตัวไปทำภารกิจอื่นด้วยความอ่อนน้อมอย่างยิ่ง ถือเป็นบทเรียน
แรกในวันนี้ที่นศ.ได้ประจักษ์แก่ใจด้วยตนเอง เพราะการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วย
ระยะสุดท้าย ผู้ที่จะเข้าไปช่วยเหลือต้องอ่อนโยนและมีความถ่อมตนเป็นที่ตั้ง
คนที่รู้จักถ่อมตนย่อมเป็นคนที่ฝึกฝนตนเองให้รู้จักลดและละวางอัตตาตัวตนอยู่
เสมอๆ ยิ่งตัวเราเล็กลงเท่าไหร่เราก็จะสามารถ เข้าใจผู้อื่นและดำรงปัจจุบันขณะ
ของเราร่วมกับคนที่อยู่ตรงหน้าได้มากขึ้นเท่านั้น
ข้าพเจ้ากับพี่ฮัวเชื้อเชิญนักศึกษาและคณาจารย์ร่วมกันสร้างบรรยากาศการ
เรียนรู้ด้วยการเปิดใจ ใช้การรับฟังอย่างลึกซึ้ง และดูแลพื้นที่ของกันและกัน
หลังจากนั้นเราก็ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความคุ้นเคยกันมากขึ้น
ด้วยการยืนล้อมเป็นวงกลม ใช้คำถามหรือประเด็นเพื่อให้คนในวงเคลื่อนเข้า
และออกเมื่อคิดว่าสิ่งนั้นสัมพันธ์กับตนเอง เช่น คนที่แต่งงานแล้ว คนที่พ่อแม่
ยังมีชีวิตอยู่ คนที่คิดว่าตัวเองกลัวตาย เป็นต้น
นอกจากต้องการสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลายแล้ว ข้าพเจ้าเองยังแฝงเรื่องการ
ทำความรู้จักกลุ่มผู้เรียนในเวลาอันจำกัดด้วย ช่วยทำให้ประเมินกลุ่มผู้เรียนได้
ง่ายขึ้น และสำรวจว่ามีประเด็นอ่อนไหวอะไรที่ควรให้ความใส่ใจด้วย
(ยังมีต่อ)
ป.โท ของสาวิกาสิกขาลัย นักศึกษากลุ่มนี้ถือเป็นรุ่นแรก รวมอาจารย์กับลูกศิษย์
ก็ร่วม 27 คน นักศึกษาส่วนใหญ่มาจากหลายสาขาอาชีพ และมีความสนใจที่จะ
พัฒนาจิตวิญญาณภายใน หัวข้อในการเรียนรู้คราวนี้ คือเรื่อง การช่วยเหลือด้าน
จิตใจแก่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือผู้ใกล้ตาย
ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าจะเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนหรือไม่เพราะบรรดาลูกศิษย์
และคณาจารย์ก็มีภูมิความรู้มากกว่าดิฉันหลายเท่า เมื่อคิดได้ว่าตัวเองไม่ได้
ไปสอน แต่ไปเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับกลุ่มคนที่อยู่ที่นั่น อาการ
วิตกกังวลก็คลี่คลายไปมาก
เมื่อไปถึงเสถียรธรรมสถาน บรรยากาศที่ร่มรื่น และการต้อนรับที่อบอุ่นของ
นักศึกษาและคณาจารย์รุ่นใหม่ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นที่ตั้ง ชวนให้รู้สึก
เบิกบานยิ่งนัก เรานั่งเรียนกันที่ศาลากลางสวน ทุกคนมีอาสนะที่หุ้มด้วยผ้าขาว
ไว้รองนั่ง
เมื่อไปถึงก็พบว่าพี่ฮัว หรืออ.สุรีย์ ลี้มงคล พยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์
ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้าน จากรพ.ศิริราช มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว ดิฉันชวน
พี่ฮัวมาเป็นวิทยากรร่วมด้วย เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ของพี่ฮัวน่าจะให้แง่คิด
กับพวกเราได้ไม่น้อยทีเดียว ซึ่งทุกทีเราจะเตี๊ยมกันค่อนข้างมาก และวางแผน
กันเป็นขั้นตอนว่าจะทำอะไรบ้าง
แต่คราวนี้ดิฉันกับพี่ฮัวคุยกันทางโทรศัพท์คร่าวๆ บอกหัวข้อที่คิดว่ากลุ่มสนใจ
จะเรียนรู้ แล้วก็กำหนดเวลากันหลวมๆ ประมาณว่า ไปดูผู้ร่วมเรียนรู้ก่อนว่า
เป็นยังไงบ้างแล้วค่อยปรับให้เหมาะให้พอดี ขาดเหลืออะไรก็ช่วยกันเติม
ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น ไม่อยากให้บรรยากาศเคร่งเครียดจนเกินไป ซึ่งพี่ฮัวก็
น่ารักมาก พยายามจัดสรรเวลาจนสามารถมาได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้จองคิวไว้
ล่วงหน้า ต้องขอบคุณพี่ฮัวมากๆ เลยที่ให้ความเมตตา
ก่อนเริ่มแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ได้แวะมาเยี่ยมให้กำลังใจและเล่าถึงข้อธรรม
ที่คุณแม่บรรยายเมื่อเช้านี้ เนื่องในวันออกพรรษา และมีญาติโยมมาทำบุญ
ใส่บาตรกัน ซึ่งชวนให้เรากลับมาใคร่ครวญภายในว่า เราทุกคนล้วนมีด้าน
สว่างและด้านมืดอยู่ในตัวเราทั้งสิ้น บางครั้งเราก็เป็นเทวดา นางฟ้า บางครั้ง
ก็เป็นปีศาจ อสูรกาย เราต้องมองให้เห็นความจริงแท้ในตัวตนของเรา
แม่ชีศันสนีย์ เล่าสู่กันฟังแบบสบายๆ แต่กลับกลายเป็นประเด็นเปิดวงได้อย่าง
แนบเนียน คุณแม่พูดถึงการเรียนรู้จากความทุกข์ว่า หลายครั้งความทุกข์ก็ให้
บทเรียนที่มีคุณค่าแก่ชีวิต ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อมโยงกับประสบการณ์ภายในของ
ตนเองเมื่อต้องเผชิญทุกข์จากการสูญเสีย และพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก
นั่นคือ คุณพ่อคุณแม่ของดิฉัน ซึ่งกลายเป็นบทเรียนให้ดิฉันเริ่มคิดถึงการใช้ชีวิต
โดยไม่ประมาทและหันมาสนใจฝึกฝนเรียนรู้เรื่องการเผชิญความตายอย่างสงบ
จนกระทั่งปัจจุบัน
ต้องขอบพระคุณในความเมตตาของคุณแม่เป็นอย่างมาก ท่านเข้ามาด้วยความ
ถ่อมตน และขอตัวไปทำภารกิจอื่นด้วยความอ่อนน้อมอย่างยิ่ง ถือเป็นบทเรียน
แรกในวันนี้ที่นศ.ได้ประจักษ์แก่ใจด้วยตนเอง เพราะการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วย
ระยะสุดท้าย ผู้ที่จะเข้าไปช่วยเหลือต้องอ่อนโยนและมีความถ่อมตนเป็นที่ตั้ง
คนที่รู้จักถ่อมตนย่อมเป็นคนที่ฝึกฝนตนเองให้รู้จักลดและละวางอัตตาตัวตนอยู่
เสมอๆ ยิ่งตัวเราเล็กลงเท่าไหร่เราก็จะสามารถ เข้าใจผู้อื่นและดำรงปัจจุบันขณะ
ของเราร่วมกับคนที่อยู่ตรงหน้าได้มากขึ้นเท่านั้น
ข้าพเจ้ากับพี่ฮัวเชื้อเชิญนักศึกษาและคณาจารย์ร่วมกันสร้างบรรยากาศการ
เรียนรู้ด้วยการเปิดใจ ใช้การรับฟังอย่างลึกซึ้ง และดูแลพื้นที่ของกันและกัน
หลังจากนั้นเราก็ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความคุ้นเคยกันมากขึ้น
ด้วยการยืนล้อมเป็นวงกลม ใช้คำถามหรือประเด็นเพื่อให้คนในวงเคลื่อนเข้า
และออกเมื่อคิดว่าสิ่งนั้นสัมพันธ์กับตนเอง เช่น คนที่แต่งงานแล้ว คนที่พ่อแม่
ยังมีชีวิตอยู่ คนที่คิดว่าตัวเองกลัวตาย เป็นต้น
นอกจากต้องการสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลายแล้ว ข้าพเจ้าเองยังแฝงเรื่องการ
ทำความรู้จักกลุ่มผู้เรียนในเวลาอันจำกัดด้วย ช่วยทำให้ประเมินกลุ่มผู้เรียนได้
ง่ายขึ้น และสำรวจว่ามีประเด็นอ่อนไหวอะไรที่ควรให้ความใส่ใจด้วย
(ยังมีต่อ)
วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551
หายไปไหน?
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ทุกคน และสวัสดีเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในตัวดิฉันด้วย
ห่างหายจากบล๊อกไปนานจนแทบลืมไปแล้ว ถามว่าหายไปไหน ก็คงตอบแบบที่
เคยได้ยินกันบ่อยๆ นั่นแหล่ะค่ะ "งานเยอะ" "ไม่มีเวลา"
คำเหล่านี้ทำให้รู้สึกสบายใจว่า เราไม่ได้หายไป เพียงแต่ยังไม่สะดวก ยังไม่ใช่
เวลาที่จะทำอะไรต่อมิอะไรที่อยากทำ พร้อมกับปลอบใจตัวเองว่า สักพักก็คง
ดีขึ้น แต่ถ้าลองมาพิจารณาดูจริงๆ แล้ว คำตอบที่หายไปหรือถูกซ่อนไว้ภายใต้
คำตอบพื้นๆ เหล่านี้ก็คือ "เรากำลังหลงลืมตัวเราเอง"
เราหลงลืมอะไรในตัวเองบ้าง? ดิฉันเพิ่งตระหนักว่า ช่วงเวลากว่า 1 เดือนที่
หายไปนั้น ดิฉันแทบไม่ได้ดูแลตัวเองเลย ปล่อยให้งาน ความอยาก และความ
ขี้เกียจฉุดรั้งตัวเองอยู่กับพฤติกรรมเดิมๆ ใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่าง
ไร้สติ นอนดึกโดยที่งานก็ไม่คืบหน้า กินอาหารที่ตอบสนองความอยากอันมีที่มา
จากความเครียด แวบหนึ่งรู้สึกว่า กินแล้วก็อ้วน จะกินไปทำไม แต่ทันใดนั้นก็มี
เสียงที่รวดเร็วมากมาจากกิเลสภายในที่ตอบโต้ทันทีว่า
"ช่วงเถอะให้รางวัลตัวเองสักหน่อย ช่วงนี้งานเยอะกินเยอะหน่อยก็ไม่เป็นไร"
เรื่องออกกำลังกายไม่ต้องพูดถึง "งานยังทำไม่ทันเลย จะเอาเวลาที่ไหนไปออก
กำลังกาย" ฟังดูเป็นเหตุผลดี แต่ไม่แน่ว่าจะเป็นความจริง มีคนเคยบอกว่าเวลา
มันมีอยู่ของมัน แต่เราต่างหากที่ไม่ให้ความสำคัญ มีผู้คนจำนวนมากที่มีเวลา
เท่ากับเรา แต่เขาสามารถดูแลตัวเองและดูแลงานให้สมดุลได้ คำว่าไม่มีเวลาจึง
เป็นข้ออ้างของคนเกียจคร้านและปล่อยปละละเลยตนเอง
และอาจทำให้เราใช้เวลาอีกกว่าเท่าตัวเพื่อฟื้นฟูสุขภาพที่เราใช้งานอย่างหนักจน
สะบักสะบอม เหมือนอย่างตอนนี้ที่ร่างกายของดิฉันอ่อนล้าไปหมด อาการปวด
หลังกลับมารบกวนอีกครั้ง เส้นที่ขาเริ่มยึดเพราะนั่งหน้าจอทั้งวันโดยไม่เปลี่ยน
อริยาบท สะบักและกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอแข็งตึงไปหมด บางวันยังดึงรั้งจนเกิด
อาการเวียนหัว
ดูเอาเถอะ ผลจากการไม่ดูแลตัวเองก็เป็นเช่นนี้ กว่าจะรู้สึกตัวก็ปล่อยให้ร่างทรุด
โทรมเต็มที่เสียก่อน ทั้งๆ ที่ร่างกายส่งสัญญาณเตือนทุกวัน แต่เรากลับทำเป็น
ไม่ได้ยิน ไม่รับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น จนเมื่อร่างกายมันประท้วงเนี่ยแหล่ะ เราถึงค่อย
ตระหนักว่า "สติปัญญาย่อมมาพร้อมกับร่างกายที่แข็งแรง" ร่างกายที่แข็งแรง
ทำให้ใจเราไม่อ่อนไหวกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามารบกวน ไม่หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย
จิตใจก็ไม่ขุ่นมัวไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เราก็สามารถทำงานได้มากหรือ
มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม ซึ่งต่างจากเวลาที่เราเครียด กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้หมาย
ความว่า ความเครียด กลายเป็นผู้ร้ายไปซะหมด บางครั้งความเครียดอ่อนๆ ช่วย
ให้เราจดจ่อกับสิ่งที่ตั้งใจจะทำได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ามากไปก็กลายเป็นทุกข์
กลับมาคราวนี้จึงหวังว่าจะดูแลตัวเองดีขึ้น มีสติอยู่กับปัจจุบันขณะมากขึ้น
เราสามารถสร้างสรรค์ความสุขจากภายในได้ ด้วยการกลับมาอยู่กับลมหายใจ
ของเรา หายใจเข้าอย่างอ่อนโยน หายใจออกอย่างผ่อนคลาย และอย่าลืมว่า
เราต้องดูแลร่างกายของเราให้เป็นฐานของศีลและปัญญาด้วย
ฝึกฟังเสียงร่างกายของเรา หยุดพักเมื่อร่างการต้องการการฟื้นตัว ผ่อนคลายเมื่อ
ร่างกายอ่อนล้า กายที่ตื่นรู้ จะเหนี่ยวนำให้ลมหายใจมีความสงบ เบิกบาน และ
สามารถเป็นหนึ่งเดียวกันจิตที่ตื่นรู้ได้ง่าย ฉันใดก็ฉันนั้น
เสียงประท้วงจากร่างกายคราวนี้ได้ทำให้ฉันได้เรียนรู้ที่จะดูแลตัวเอง โอบกอด
ตัวเองบ้างโดยไม่รู้สึกผิด หากเรายังไม่สามารถรักและอ่อนโยนกับตัวเราเอง
เราจะแบ่งปันความรักความอ่อนโยนโดยไม่มีเงื่อนไขให้กับผู้อื่นได้อย่างไร?
มาดูแลตัวเองกันเถอะค่ะ ว่าแล้วดิฉันก็ควรไปนอนเสียที เพราะนี่เกือบจะเที่ยงคืน
แล้ว ราตรีสวัสดิ์นะคะ
ห่างหายจากบล๊อกไปนานจนแทบลืมไปแล้ว ถามว่าหายไปไหน ก็คงตอบแบบที่
เคยได้ยินกันบ่อยๆ นั่นแหล่ะค่ะ "งานเยอะ" "ไม่มีเวลา"
คำเหล่านี้ทำให้รู้สึกสบายใจว่า เราไม่ได้หายไป เพียงแต่ยังไม่สะดวก ยังไม่ใช่
เวลาที่จะทำอะไรต่อมิอะไรที่อยากทำ พร้อมกับปลอบใจตัวเองว่า สักพักก็คง
ดีขึ้น แต่ถ้าลองมาพิจารณาดูจริงๆ แล้ว คำตอบที่หายไปหรือถูกซ่อนไว้ภายใต้
คำตอบพื้นๆ เหล่านี้ก็คือ "เรากำลังหลงลืมตัวเราเอง"
เราหลงลืมอะไรในตัวเองบ้าง? ดิฉันเพิ่งตระหนักว่า ช่วงเวลากว่า 1 เดือนที่
หายไปนั้น ดิฉันแทบไม่ได้ดูแลตัวเองเลย ปล่อยให้งาน ความอยาก และความ
ขี้เกียจฉุดรั้งตัวเองอยู่กับพฤติกรรมเดิมๆ ใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่าง
ไร้สติ นอนดึกโดยที่งานก็ไม่คืบหน้า กินอาหารที่ตอบสนองความอยากอันมีที่มา
จากความเครียด แวบหนึ่งรู้สึกว่า กินแล้วก็อ้วน จะกินไปทำไม แต่ทันใดนั้นก็มี
เสียงที่รวดเร็วมากมาจากกิเลสภายในที่ตอบโต้ทันทีว่า
"ช่วงเถอะให้รางวัลตัวเองสักหน่อย ช่วงนี้งานเยอะกินเยอะหน่อยก็ไม่เป็นไร"
เรื่องออกกำลังกายไม่ต้องพูดถึง "งานยังทำไม่ทันเลย จะเอาเวลาที่ไหนไปออก
กำลังกาย" ฟังดูเป็นเหตุผลดี แต่ไม่แน่ว่าจะเป็นความจริง มีคนเคยบอกว่าเวลา
มันมีอยู่ของมัน แต่เราต่างหากที่ไม่ให้ความสำคัญ มีผู้คนจำนวนมากที่มีเวลา
เท่ากับเรา แต่เขาสามารถดูแลตัวเองและดูแลงานให้สมดุลได้ คำว่าไม่มีเวลาจึง
เป็นข้ออ้างของคนเกียจคร้านและปล่อยปละละเลยตนเอง
และอาจทำให้เราใช้เวลาอีกกว่าเท่าตัวเพื่อฟื้นฟูสุขภาพที่เราใช้งานอย่างหนักจน
สะบักสะบอม เหมือนอย่างตอนนี้ที่ร่างกายของดิฉันอ่อนล้าไปหมด อาการปวด
หลังกลับมารบกวนอีกครั้ง เส้นที่ขาเริ่มยึดเพราะนั่งหน้าจอทั้งวันโดยไม่เปลี่ยน
อริยาบท สะบักและกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอแข็งตึงไปหมด บางวันยังดึงรั้งจนเกิด
อาการเวียนหัว
ดูเอาเถอะ ผลจากการไม่ดูแลตัวเองก็เป็นเช่นนี้ กว่าจะรู้สึกตัวก็ปล่อยให้ร่างทรุด
โทรมเต็มที่เสียก่อน ทั้งๆ ที่ร่างกายส่งสัญญาณเตือนทุกวัน แต่เรากลับทำเป็น
ไม่ได้ยิน ไม่รับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น จนเมื่อร่างกายมันประท้วงเนี่ยแหล่ะ เราถึงค่อย
ตระหนักว่า "สติปัญญาย่อมมาพร้อมกับร่างกายที่แข็งแรง" ร่างกายที่แข็งแรง
ทำให้ใจเราไม่อ่อนไหวกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามารบกวน ไม่หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย
จิตใจก็ไม่ขุ่นมัวไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เราก็สามารถทำงานได้มากหรือ
มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม ซึ่งต่างจากเวลาที่เราเครียด กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้หมาย
ความว่า ความเครียด กลายเป็นผู้ร้ายไปซะหมด บางครั้งความเครียดอ่อนๆ ช่วย
ให้เราจดจ่อกับสิ่งที่ตั้งใจจะทำได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ามากไปก็กลายเป็นทุกข์
กลับมาคราวนี้จึงหวังว่าจะดูแลตัวเองดีขึ้น มีสติอยู่กับปัจจุบันขณะมากขึ้น
เราสามารถสร้างสรรค์ความสุขจากภายในได้ ด้วยการกลับมาอยู่กับลมหายใจ
ของเรา หายใจเข้าอย่างอ่อนโยน หายใจออกอย่างผ่อนคลาย และอย่าลืมว่า
เราต้องดูแลร่างกายของเราให้เป็นฐานของศีลและปัญญาด้วย
ฝึกฟังเสียงร่างกายของเรา หยุดพักเมื่อร่างการต้องการการฟื้นตัว ผ่อนคลายเมื่อ
ร่างกายอ่อนล้า กายที่ตื่นรู้ จะเหนี่ยวนำให้ลมหายใจมีความสงบ เบิกบาน และ
สามารถเป็นหนึ่งเดียวกันจิตที่ตื่นรู้ได้ง่าย ฉันใดก็ฉันนั้น
เสียงประท้วงจากร่างกายคราวนี้ได้ทำให้ฉันได้เรียนรู้ที่จะดูแลตัวเอง โอบกอด
ตัวเองบ้างโดยไม่รู้สึกผิด หากเรายังไม่สามารถรักและอ่อนโยนกับตัวเราเอง
เราจะแบ่งปันความรักความอ่อนโยนโดยไม่มีเงื่อนไขให้กับผู้อื่นได้อย่างไร?
มาดูแลตัวเองกันเถอะค่ะ ว่าแล้วดิฉันก็ควรไปนอนเสียที เพราะนี่เกือบจะเที่ยงคืน
แล้ว ราตรีสวัสดิ์นะคะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
