เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
ได้มีโอกาสไปร่วมงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2551
ที่จัดโดยนักศึกษาปริญญาโท สาขาชีวิตและความตาย
ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
โดยจัดขึ้นที่อาคารเรียนของมหาจุฬาฯ ภายในวัดศรีสุดาราม (บางขุนนนท์)
หัวข้อน่าสนใจเชียว "วิธีชนะความตาย : มิติทางสังคมปัจจุบัน"
มีวิธีชนะความตายด้วยหรือ? น่าสนเน๊อะ หลายคนคงคิดเช่นนั้น
เรียกว่าตั้งหัวข้อการสัมมนาชวนให้ฉงนและเกิดความสนใจใคร่รู้
มีผู้สนใจเข้าร่วมมากกว่า 300 คน ( ประเมินด้วยสายตา )
มีทั้งพระ ฆราวาส คณาจารย์ และคณะผู้จัดฯ มากหน้าหลายตา
ดิฉันได้รับเชิญให้เข้าร่วมสัมมนาและรับผิดชอบห้องย่อยในภาคบ่าย
ความที่เป็นผู้จัดการโครงการเผชิญความตายอย่างสงบ
และมีประสบการณ์ในการฝึกอบรมมาระดับหนึ่ง จึงทำให้ทางคณะผู้จัดให้เกียรติ
และความไว้วางใจให้ดูแลห้องย่อยกับเค้าด้วยหนึ่งห้อง
( มีทั้งหมด 7 ห้อง ได้แก่ โยคะ ฉือจี้ จิตวิวัฒน์ เป็นต้น )
ห้องย่อยที่ดิฉันดูแลชื่อว่า "ประสบการณ์ชนะความตาย"
แค่ฟังชื่อก็แหยงแล้ว เพราะดิฉันเองก็ยังกลัวตาย และไม่เคยตาย
จะมาเล่าประสบการณ์ชนะความตายได้อย่างไร?
มาตั้งสติได้ว่าผู้จัดคงมีเจตนาท้าทายให้ฉุกคิดหรือชวนกันคิดมากกว่า
ซึ่งก็เป็นดังคาด เพราะมีผู้สนใจที่ลงชื่อเข้าร่วมกว่า 30 คน
เนื่องจากมีเวลาเพียง 3 ชั่วโมง ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามหัวข้อดังกล่าว
ดิฉันเริ่มต้นจากการให้แต่ละคนแนะนำตัว และพูดถึงสิ่งที่ตนเองคาดหวัง
ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้ว่า "ความสนใจเรื่องความตาย" ของแต่ละคน
ล้วนมีที่มาและความคาดหวังที่แตกต่างกัน
มีทั้งกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่สนใจที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในงาน
บ้างก็เพิ่งผ่านประสบการณ์การพลัดพรากและสูญเสีย
บ้างก็อยากจะได้เทคนิควิธีการไปใช้ดูแลคนในครอบครัวซึ่งกำลังเจ็บป่วย
และเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับตนเองด้วย
หลายเรื่องราวที่ได้ยินฟังดูคุ้นเคยอย่างยิ่ง เพราะก็เกิดขึ้นกับดิฉันเช่นเดียวกัน
ประสบการณ์บางอย่างก็ให้แง่คิดที่ทำให้เราตระหนักว่า
"ใดๆ ล้วนอนิจจัง ชีวิตนี้ไม่เที่ยงแท้แน่นอน"
บางประสบการณ์ก็ต้องอาศัยเวลาในการคลี่คลาย และเยียวยาบาดแผล
"ป่วยการที่เราจะถวิลหาอดีตที่ไม่สามารถย้อนคืน
หรือครุ่นคิดถึงอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไร"
การอยู่กับปัจจุบันขณะ และสร้างเหตุปัจจัยให้ถึงพร้อมย่อมสำคัญยิ่งกว่า
ความไม่รู้อาจทำให้เรานึกเสียดายว่า
ไม่ได้ทำอะไรอีกตั้งมากมายให้กับคนที่เรารักก่อนตาย
แต่ความรู้ที่ไม่มีปัญญาคอยกำกับก็อาจทำให้เราหลงทางหรือยึดติดได้เช่นกัน
ดังเรื่องเล่าของคุณป้าคนหนึ่ง ที่ยึดถือเรื่องจิตสุดท้ายก่อนตาย
และเกรงว่าหากจิตไม่ตั้งมั่นจะไปตกอบายภูมิ ช่วงใกล้วาระสุดท้ายจึงพยายาม
จดจ่อหรือท่องจำความดีที่ตนเองได้กระทำมาตลอดชีวิต
ด้วยหวังว่าความดีเหล่านั้นจะนำพาให้จิตไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี ได้เสวยสุข
ในชั้นเทพชั้นพรหม ยิ่งเมื่อร่างกายเริ่มเสื่อมถอย คุณป้าก็ยิ่งท่องหรือตั้งใจ
นึกถึงเรื่องดีๆ อย่างขะมักขะเม้นและเคร่งเครียดมาก
บางครั้งถึงกับจดลงกระดาษไว้เป็นข้อๆ เพราะเกรงว่าจะลืมหรือนึกไม่ทัน
ในช่วงเวลานั้นแทนที่ญาติมิตรจะได้ดูแลใกล้ชิด ได้สั่งเสียหรือกล่าวอโหสิกรม
ก็เลยพาลไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะท่านจะแสดงอากัปกิริยาหงุดหงิดเมื่อมีใครเข้า
ไปรบกวนการระลึกถึงความดีของท่าน
กลายเป็นว่าจิตที่เคยผ่องใสจากการทำความดี กลับต้องมาขุ่นมัว
เพราะความกลัวว่าจะไปไม่ดี แท้จริงแล้วพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า
"ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นอะไรก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น"
สู้เราวางใจให้เป็นอิสระจากความอยากได้อยากเป็น
ปลดปล่อยใจเราให้เป็นอิสระจากความยึดมั่นถือมั่น
แม้กระทั่งความยึดถือในตัวตนหรือตัวฉัน
ทำได้เช่นนี้เราจึงสามารถเอาชนะความตายด้วยการอยู่เหนือความตาย
(ยังมีต่อ)
วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น