วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

"วิธีชนะความตาย" ที่วัดศรีสุดาราม (3) ตอนจบ

พอมาถึงคำถามข้อที่ 4 เจ็ดวันสุดท้ายจะทำอะไรกับใคร?
หลายกลุ่มก็มีความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า อยากมีโอกาสได้ปฏิบัติธรรม
ได้อยู่กับคนที่รักและผูกพันใกล้ชิด ได้อยู่ท่ามกลางความสงบ เป็นต้น
ซึ่งไม่มีถูกไม่มีผิด เพราะทุกคนก็มองจากตนเองทั้งนั้น
โดยอาศัยภาพประสบการณ์ในอดีต บริบทที่หล่อหลอมคนๆ นั้นขึ้นมา

หลังจากนั้นก็มีการแลกเปลี่ยนกันเพิ่มเติมว่า ปฏิบัติธรรมเอาตอนใกล้จะตาย
ก็อาจไม่ทัน ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและทำตั้งแต่วันนี้เดี๋ยวนี้
เรียกว่าต้องมีต้นทุนมาบ้าง เมื่อเวลานั้นมาถึงเราจึงสามารถพร้อมรับมือกับ
ความตายตรงหน้าได้

อย่างไรก็ตาม ต่อให้เราหมายมั่นปั้นมือว่าจะตายแบบนั้นแบบนี้
หรือฝึกปฏิบัติอะไรต่อมิอะไรมามากก็ตาม
ถึงที่สุดความตายก็ยังเป็นสิ่งที่แน่นอนอยู่ดี
คือไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ และจะเกิดขึ้นตอนไหน อย่างไร
มีแต่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดี
จนความดีนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต กระทั่งว่าตายเมื่อไหร่ก็พร้อมเมื่อนั้น

การระลึกถึงความตายก็ดีหรือการพิจารณามรณสติก็ดี จึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่าง
สม่ำเสมอ ดังที่ พระไพศาล วิสาโล ได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มล่าสุด
"ระลึกถึงความตายสบายนัก" ว่า
การพิจารณามรณสติ ช่วยสอนให้เราเรียนรู้อย่างน้อย 2 อย่างก็คือ
1) เร่งขวนขวายในสิ่งที่ผัดผ่อน และ 2) ปล่อยวางในสิ่งที่ยึดติด

กล่าวคือ มีสิ่งสำคัญในชีวิตที่เรามักชอบผัดผ่อน เนื่องจากเห็นว่าทำเมื่อไหร่ก็ได้
ไม่มีเส้นตาย เช่น การปฏิบัติธรรม การสร้างบุญกุศล การให้เวลากับครอบครัว
หรือพ่อแม่ ในขณะที่กิจวัตรประจำวันของเรานั้นมีเรื่องอื่นๆ มากมายที่ดูเหมือน
เร่งด่วนกว่าเพราะมีเส้นตายชัดเจน จึงบังคับอยู่ในทีให้ต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว
เช่น ส่งลูกไปโรงเรียน หาลูกค้าให้ถึงเป้า ส่งงานตามกำหนด ผ่อนรถ
ไปงานศพ ฯลฯ บางอย่างแม้ไม่สำคัญเลย แต่ดึงดูดใจมากกว่า เช่น
ไปเที่ยวห้างที่กำลังลดราคา ไปชมภาพยนตร์ที่กำลังจะลาโรง หรือชมการ
ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ฯลฯ

กิจกรรมเหล่านี้มักแย่งเวลาจากเราไปหมดจนไม่มีเหลือสำหรบสิ่งที่สำคัญเร่งด่วน
ผลก็คือ ต้องเลื่อนเวลาเข้าอบรมปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ หรือไม่มีเวลาให้กับ
ครอบครัวเสียที ส่วนการไปเยี่ยมพ่อแม่หรือบวชให้ท่านก็ต้องผัดแล้วผัดอีก
มีหลายคนที่ต่อเมื่อป่วยหนักกระทันหันจึงค่อยรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้
ในขณะที่ยังมีสุขภาพดีอยู่ บางคนมาได้คิดเมื่อตอนใกล้ตาย
แต่ถึงตอนนั้นก็สายเสียแล้วที่จะทำอะไรได้

ส่วนการปล่อยวางในสิ่งที่ยึดติด พระไพศาล อธิบายว่า
ความยึดติดนั้น คือ เหตุผลสำคัญที่ทำให้เราไม่พร้อมเผชิญกับความตาย
เพราะความตายหมายถึงการพลัดพรากจากสิ่งเหล่านี้ คนเรายึดติดหลายอย่าง
ทั้งบุคคลและสิ่งของ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ความห่วงหาอาลัยสิ่งเหล่านี้
ทำให้ผู้คนจำนวนมากทุรนทุรายกระสับกระส่ายเมื่อความตายมาถึง

จึงเป็นเรื่องที่เราจำเป็นต้องฝึกปล่อยวางความยึดติดก่อนที่เราจะตาย
ทั้งคน สิ่งของ การงาน ชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติ กระทั่งตัวตนของเรา
เพราะไม่มีอะไรเป็นของเราอย่างแท้จริงเลย แม้แต่ร่างกายของเรา
ก็ต้องเน่าเปื่อยผุพังสักวันหนึ่ง

( ตัดตอนบางส่วนจากหนังสือ ระลึกถึงความตายสบายนัก เขียนโดยพระไพศาล วิสาโล
จัดพิมพ์โดย เครือข่ายพุทธิกา )


การที่เราจะสามารถเอาชนะความตาย หรืออยู่เหนือความตายได้
ก็ต่อเมื่อเรายอมรับความจริงที่ว่า เราต้องตายแน่นอน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
อาจเป็นวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ได้ ดังภาษิตทิเบตที่กล่าวว่า
"ชาติหน้าหรือวันพรุ่งนี้ อะไรจะมาก่อน เราไม่มีทางรู้ได้"
นอกจากนี้ การฝึกเตรียมพร้อมรับมือกับความตายด้วยการฝึกตายอยู่บ่อยๆ
เช่น เมื่อออกจากบ้าน เมื่อโดยสารเครื่องบิน เมื่อพบเจออุบัติเหตุ เมื่อขับรถ
เมื่อไปเยี่ยมคนป่วยที่รพ. ฯลฯ เหล่านี้จะช่วยให้เราพร้อมและสามารถเผชิญ
ความตายได้อย่างสงบ

**ขอบคุณมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยและนักศึกษาป.โท
ทุกท่านสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นและการอำนวยความสะดวกในทุกด้านค่ะ**

ไม่มีความคิดเห็น: