สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ทุกคน และสวัสดีเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในตัวดิฉันด้วย
ห่างหายจากบล๊อกไปนานจนแทบลืมไปแล้ว ถามว่าหายไปไหน ก็คงตอบแบบที่
เคยได้ยินกันบ่อยๆ นั่นแหล่ะค่ะ "งานเยอะ" "ไม่มีเวลา"
คำเหล่านี้ทำให้รู้สึกสบายใจว่า เราไม่ได้หายไป เพียงแต่ยังไม่สะดวก ยังไม่ใช่
เวลาที่จะทำอะไรต่อมิอะไรที่อยากทำ พร้อมกับปลอบใจตัวเองว่า สักพักก็คง
ดีขึ้น แต่ถ้าลองมาพิจารณาดูจริงๆ แล้ว คำตอบที่หายไปหรือถูกซ่อนไว้ภายใต้
คำตอบพื้นๆ เหล่านี้ก็คือ "เรากำลังหลงลืมตัวเราเอง"
เราหลงลืมอะไรในตัวเองบ้าง? ดิฉันเพิ่งตระหนักว่า ช่วงเวลากว่า 1 เดือนที่
หายไปนั้น ดิฉันแทบไม่ได้ดูแลตัวเองเลย ปล่อยให้งาน ความอยาก และความ
ขี้เกียจฉุดรั้งตัวเองอยู่กับพฤติกรรมเดิมๆ ใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่าง
ไร้สติ นอนดึกโดยที่งานก็ไม่คืบหน้า กินอาหารที่ตอบสนองความอยากอันมีที่มา
จากความเครียด แวบหนึ่งรู้สึกว่า กินแล้วก็อ้วน จะกินไปทำไม แต่ทันใดนั้นก็มี
เสียงที่รวดเร็วมากมาจากกิเลสภายในที่ตอบโต้ทันทีว่า
"ช่วงเถอะให้รางวัลตัวเองสักหน่อย ช่วงนี้งานเยอะกินเยอะหน่อยก็ไม่เป็นไร"
เรื่องออกกำลังกายไม่ต้องพูดถึง "งานยังทำไม่ทันเลย จะเอาเวลาที่ไหนไปออก
กำลังกาย" ฟังดูเป็นเหตุผลดี แต่ไม่แน่ว่าจะเป็นความจริง มีคนเคยบอกว่าเวลา
มันมีอยู่ของมัน แต่เราต่างหากที่ไม่ให้ความสำคัญ มีผู้คนจำนวนมากที่มีเวลา
เท่ากับเรา แต่เขาสามารถดูแลตัวเองและดูแลงานให้สมดุลได้ คำว่าไม่มีเวลาจึง
เป็นข้ออ้างของคนเกียจคร้านและปล่อยปละละเลยตนเอง
และอาจทำให้เราใช้เวลาอีกกว่าเท่าตัวเพื่อฟื้นฟูสุขภาพที่เราใช้งานอย่างหนักจน
สะบักสะบอม เหมือนอย่างตอนนี้ที่ร่างกายของดิฉันอ่อนล้าไปหมด อาการปวด
หลังกลับมารบกวนอีกครั้ง เส้นที่ขาเริ่มยึดเพราะนั่งหน้าจอทั้งวันโดยไม่เปลี่ยน
อริยาบท สะบักและกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอแข็งตึงไปหมด บางวันยังดึงรั้งจนเกิด
อาการเวียนหัว
ดูเอาเถอะ ผลจากการไม่ดูแลตัวเองก็เป็นเช่นนี้ กว่าจะรู้สึกตัวก็ปล่อยให้ร่างทรุด
โทรมเต็มที่เสียก่อน ทั้งๆ ที่ร่างกายส่งสัญญาณเตือนทุกวัน แต่เรากลับทำเป็น
ไม่ได้ยิน ไม่รับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น จนเมื่อร่างกายมันประท้วงเนี่ยแหล่ะ เราถึงค่อย
ตระหนักว่า "สติปัญญาย่อมมาพร้อมกับร่างกายที่แข็งแรง" ร่างกายที่แข็งแรง
ทำให้ใจเราไม่อ่อนไหวกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามารบกวน ไม่หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย
จิตใจก็ไม่ขุ่นมัวไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เราก็สามารถทำงานได้มากหรือ
มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม ซึ่งต่างจากเวลาที่เราเครียด กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้หมาย
ความว่า ความเครียด กลายเป็นผู้ร้ายไปซะหมด บางครั้งความเครียดอ่อนๆ ช่วย
ให้เราจดจ่อกับสิ่งที่ตั้งใจจะทำได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ามากไปก็กลายเป็นทุกข์
กลับมาคราวนี้จึงหวังว่าจะดูแลตัวเองดีขึ้น มีสติอยู่กับปัจจุบันขณะมากขึ้น
เราสามารถสร้างสรรค์ความสุขจากภายในได้ ด้วยการกลับมาอยู่กับลมหายใจ
ของเรา หายใจเข้าอย่างอ่อนโยน หายใจออกอย่างผ่อนคลาย และอย่าลืมว่า
เราต้องดูแลร่างกายของเราให้เป็นฐานของศีลและปัญญาด้วย
ฝึกฟังเสียงร่างกายของเรา หยุดพักเมื่อร่างการต้องการการฟื้นตัว ผ่อนคลายเมื่อ
ร่างกายอ่อนล้า กายที่ตื่นรู้ จะเหนี่ยวนำให้ลมหายใจมีความสงบ เบิกบาน และ
สามารถเป็นหนึ่งเดียวกันจิตที่ตื่นรู้ได้ง่าย ฉันใดก็ฉันนั้น
เสียงประท้วงจากร่างกายคราวนี้ได้ทำให้ฉันได้เรียนรู้ที่จะดูแลตัวเอง โอบกอด
ตัวเองบ้างโดยไม่รู้สึกผิด หากเรายังไม่สามารถรักและอ่อนโยนกับตัวเราเอง
เราจะแบ่งปันความรักความอ่อนโยนโดยไม่มีเงื่อนไขให้กับผู้อื่นได้อย่างไร?
มาดูแลตัวเองกันเถอะค่ะ ว่าแล้วดิฉันก็ควรไปนอนเสียที เพราะนี่เกือบจะเที่ยงคืน
แล้ว ราตรีสวัสดิ์นะคะ
วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
