วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เผชิญความตายอย่างสงบ ที่สาวิกาสิกขาลัย (2)

หลังจากที่พวกเราทำความคุ้นเคยได้ที่แล้ว พี่ฮัวก็บอกเล่าถึงแนวทาง
ในการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายว่ามีหลักการสำคัญอย่างไรบ้าง
มีการแลกเปลี่ยนซักถามกันบ้างเล็กน้อย จนกระทั่งได้เวลารับประทาน
อาหารมื้อกลางวัน ซึ่งเป็นมื้อกลางวันที่แสนอร่อย เพราะเป็นอาหาร
มังสวิรัติที่ปรุงอย่างปราณ๊ตและพิถีพิถันจากฝีมือแม่ครัวของชุมชนที่นี่

พออาหารตกถึงท้อง พวกเราก็เริ่มง่วง พวกเราเลยแก้ง่วงกันนิดหน่อย
ด้วยกิจกรรมง่ายๆ พอให้ตื่นตัว ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมในภาคบ่าย
ผ่านการทำบทบาทสมมติเพื่อเรียนรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
และแนวทางปฏิบัติที่เราสามารถค้นพบด้วยตนเอง

ทุกคนจับคู่กัน คนหนึ่งสวมบทเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย อีกคนหนึ่ง
สวมบทเป็นเพื่อนผู้ป่วยที่เคยมาเยี่ยม 2-3 ครั้งแล้ว เธออยากช่วยให้
ผู้ป่วยคลายความกังวลและมีวาระสุดท้ายที่สงบ

กิจกรรมบทบาทสมมติเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ช่วยให้เราสามารถเข้าถึง
อารมณ์ความรู้สึกในขณะที่สวมบทบาทนั้นๆ โดยเฉพาะหากผู้สวมบทบาท
ทำด้วยความตั้งใจ และรับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละชั่วขณะอย่างจริงใจ

ทุกคนดูตั้งใจกันมาก บางคู่ถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตันใจ
บางคู่กอดกันกลม บางคู่พูดคุยกันอย่างอ่อนโยน เห็นทั้งท่าทาง สีหน้า
แววตาและสัมผัสที่แสดงถึงความจริงใจ ข้าพเจ้ายังอดหลั่งน้ำตากับภาพ
ที่เห็นตรงหน้าไม่ได้

เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมบทบาทสมมติ ทุกคนได้มีโอกาสแบ่งปันประสบ
การณ์ซึ่งกันและกัน พูดถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงขณะ สิ่งที่
ประทับใจ สิ่งที่อยากจะพัฒนาเพิ่มเติม บางคนถึงกับยอมรับว่าตนเอง
มีความกลัวความกังวลเกิดขึ้น แต่เมื่อตั้งสติได้ และอยู่กับคนตรงหน้า
อย่างแท้จริง ความกลัวความกังวลก็ค่อยๆหายไป กลายเป็นบทสนทนา
ที่เป็นธรรมชาติ และหลายเรื่องราวในใจก็คลี่คลาย

บทเรียนบทแล้วบทเล่าเอื้อนเอ่ยมาจากนักศึกษาหรือผู้เข้าร่วมเรียนรู้
ไม่มีถูกผิด แต่ทุกคนเริ่มตระหนักว่า สิ่งสำคัญคือการมีจิตใจที่พร้อมจะ
ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างจริงจัง รับฟังอย่างลึกซึ้งโดยไม่ตัดสิน เคารพและ
ยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข ให้ผู้ป่วยได้มีโอกาสใคร่ครวญและค้นพบ
ศักยภาพภายในตน มีอิสระที่จะตัดสินใจต่อชีวิตและอนาคตของตน
โดยไม่รู้สึกผิด เป็นต้น

ข้าพเจ้าเพียงทำหน้าที่สร้างเงื่อนไขและพื้นที่ของการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น
เท่านั้น แต่บทเรียนที่เข้มข้นล้วนออกมาจากคุณภาพของผู้เรียนที่มี
ความกระตือล้อร้นในการเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้ตนเองได้สัมผัส
กับความรู้สึกสดๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น และรับรู้อย่างซี่อตรง

พวกเราปิดวงการเรียนรู้ด้วยการให้แต่ละคนสะท้อนความคิดของตน
อย่างตรงไปตรงมา ข้าพเจ้ารับฟังด้วยความอิ่มใจ ทุกถ้อยคำที่ได้
ยินเปรียบเสมือนบทกวีที่กลั่นออกมาจากใจ ทุกบรรทัดมีความรัก
ความเมตตาและความจริงใจสอดแทรกอยู่เป็นระยะ

ขอบคุณที่ได้มาเยี่ยมเยือน บทเรียนในวันนั้นมีค่าสำหรับข้าพเข้า
เหลือเกิน การได้เรียนรู้ร่วมกับกลุ่มคนที่มีคุณภาพเป็นเงื่อนไขที่หา
ได้ยาก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ตามมาล้วนน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เผชิญความตายอย่างสงบ ที่สาวิกาสิกขาลัย (1)

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับนักศึกษา
ป.โท ของสาวิกาสิกขาลัย นักศึกษากลุ่มนี้ถือเป็นรุ่นแรก รวมอาจารย์กับลูกศิษย์
ก็ร่วม 27 คน นักศึกษาส่วนใหญ่มาจากหลายสาขาอาชีพ และมีความสนใจที่จะ
พัฒนาจิตวิญญาณภายใน หัวข้อในการเรียนรู้คราวนี้ คือเรื่อง การช่วยเหลือด้าน
จิตใจแก่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือผู้ใกล้ตาย

ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าจะเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนหรือไม่เพราะบรรดาลูกศิษย์
และคณาจารย์ก็มีภูมิความรู้มากกว่าดิฉันหลายเท่า เมื่อคิดได้ว่าตัวเองไม่ได้
ไปสอน แต่ไปเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับกลุ่มคนที่อยู่ที่นั่น อาการ
วิตกกังวลก็คลี่คลายไปมาก

เมื่อไปถึงเสถียรธรรมสถาน บรรยากาศที่ร่มรื่น และการต้อนรับที่อบอุ่นของ
นักศึกษาและคณาจารย์รุ่นใหม่ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นที่ตั้ง ชวนให้รู้สึก
เบิกบานยิ่งนัก เรานั่งเรียนกันที่ศาลากลางสวน ทุกคนมีอาสนะที่หุ้มด้วยผ้าขาว
ไว้รองนั่ง

เมื่อไปถึงก็พบว่าพี่ฮัว หรืออ.สุรีย์ ลี้มงคล พยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์
ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้าน จากรพ.ศิริราช มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว ดิฉันชวน
พี่ฮัวมาเป็นวิทยากรร่วมด้วย เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ของพี่ฮัวน่าจะให้แง่คิด
กับพวกเราได้ไม่น้อยทีเดียว ซึ่งทุกทีเราจะเตี๊ยมกันค่อนข้างมาก และวางแผน
กันเป็นขั้นตอนว่าจะทำอะไรบ้าง

แต่คราวนี้ดิฉันกับพี่ฮัวคุยกันทางโทรศัพท์คร่าวๆ บอกหัวข้อที่คิดว่ากลุ่มสนใจ
จะเรียนรู้ แล้วก็กำหนดเวลากันหลวมๆ ประมาณว่า ไปดูผู้ร่วมเรียนรู้ก่อนว่า
เป็นยังไงบ้างแล้วค่อยปรับให้เหมาะให้พอดี ขาดเหลืออะไรก็ช่วยกันเติม
ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น ไม่อยากให้บรรยากาศเคร่งเครียดจนเกินไป ซึ่งพี่ฮัวก็
น่ารักมาก พยายามจัดสรรเวลาจนสามารถมาได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้จองคิวไว้
ล่วงหน้า ต้องขอบคุณพี่ฮัวมากๆ เลยที่ให้ความเมตตา

ก่อนเริ่มแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ได้แวะมาเยี่ยมให้กำลังใจและเล่าถึงข้อธรรม
ที่คุณแม่บรรยายเมื่อเช้านี้ เนื่องในวันออกพรรษา และมีญาติโยมมาทำบุญ
ใส่บาตรกัน ซึ่งชวนให้เรากลับมาใคร่ครวญภายในว่า เราทุกคนล้วนมีด้าน
สว่างและด้านมืดอยู่ในตัวเราทั้งสิ้น บางครั้งเราก็เป็นเทวดา นางฟ้า บางครั้ง
ก็เป็นปีศาจ อสูรกาย เราต้องมองให้เห็นความจริงแท้ในตัวตนของเรา

แม่ชีศันสนีย์ เล่าสู่กันฟังแบบสบายๆ แต่กลับกลายเป็นประเด็นเปิดวงได้อย่าง
แนบเนียน คุณแม่พูดถึงการเรียนรู้จากความทุกข์ว่า หลายครั้งความทุกข์ก็ให้
บทเรียนที่มีคุณค่าแก่ชีวิต ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อมโยงกับประสบการณ์ภายในของ
ตนเองเมื่อต้องเผชิญทุกข์จากการสูญเสีย และพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก
นั่นคือ คุณพ่อคุณแม่ของดิฉัน ซึ่งกลายเป็นบทเรียนให้ดิฉันเริ่มคิดถึงการใช้ชีวิต
โดยไม่ประมาทและหันมาสนใจฝึกฝนเรียนรู้เรื่องการเผชิญความตายอย่างสงบ
จนกระทั่งปัจจุบัน

ต้องขอบพระคุณในความเมตตาของคุณแม่เป็นอย่างมาก ท่านเข้ามาด้วยความ
ถ่อมตน และขอตัวไปทำภารกิจอื่นด้วยความอ่อนน้อมอย่างยิ่ง ถือเป็นบทเรียน
แรกในวันนี้ที่นศ.ได้ประจักษ์แก่ใจด้วยตนเอง เพราะการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วย
ระยะสุดท้าย ผู้ที่จะเข้าไปช่วยเหลือต้องอ่อนโยนและมีความถ่อมตนเป็นที่ตั้ง
คนที่รู้จักถ่อมตนย่อมเป็นคนที่ฝึกฝนตนเองให้รู้จักลดและละวางอัตตาตัวตนอยู่
เสมอๆ ยิ่งตัวเราเล็กลงเท่าไหร่เราก็จะสามารถ เข้าใจผู้อื่นและดำรงปัจจุบันขณะ
ของเราร่วมกับคนที่อยู่ตรงหน้าได้มากขึ้นเท่านั้น

ข้าพเจ้ากับพี่ฮัวเชื้อเชิญนักศึกษาและคณาจารย์ร่วมกันสร้างบรรยากาศการ
เรียนรู้ด้วยการเปิดใจ ใช้การรับฟังอย่างลึกซึ้ง และดูแลพื้นที่ของกันและกัน
หลังจากนั้นเราก็ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความคุ้นเคยกันมากขึ้น
ด้วยการยืนล้อมเป็นวงกลม ใช้คำถามหรือประเด็นเพื่อให้คนในวงเคลื่อนเข้า
และออกเมื่อคิดว่าสิ่งนั้นสัมพันธ์กับตนเอง เช่น คนที่แต่งงานแล้ว คนที่พ่อแม่
ยังมีชีวิตอยู่ คนที่คิดว่าตัวเองกลัวตาย เป็นต้น

นอกจากต้องการสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลายแล้ว ข้าพเจ้าเองยังแฝงเรื่องการ
ทำความรู้จักกลุ่มผู้เรียนในเวลาอันจำกัดด้วย ช่วยทำให้ประเมินกลุ่มผู้เรียนได้
ง่ายขึ้น และสำรวจว่ามีประเด็นอ่อนไหวอะไรที่ควรให้ความใส่ใจด้วย

(ยังมีต่อ)