วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

ศิลปะกับการใคร่ครวญภายใน (1)

ฉันก็เหมือนอีกหลายคนที่เคยฝันอยากจะวาดรูปกับเค้าบ้าง
แต่ก็มักหยุดที่ความคิด เพราะรู้สึกว่ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน
เราคงไม่มีความสามารถขนาดนั้นหรอก แล้วเราก็ปล่อยให้ความคิดนี้ผ่านไป
วันดีคืนดีก็นึกอยากขึ้นมาอีก วนเวียนอยู่เช่นนี้จนวัยเลยหลักสี่มาหลายปี

จนกระทั่งวันหนึ่งฉันได้มีโอกาสเรียนวาดภาพกับอ.ผ่อง เซ่งกิ่ง ซึ่งเป็นครูและ
ศิลปินที่มีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะงานด้านศิลปะไทย และศิลปะพื้นบ้าน
การได้เรียนศิลปะกับอ.ผ่อง ถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างมาก
ฉันได้ทลายกำแพงแห่งความกลัวที่มีต่องานศิลปะและค้นพบศักยภาพในตัวเอง
ที่ทำให้ฉันกลายเป็นคนใหม่ที่พร้อมจะเรียนรู้และสร้างงานศิลป์ด้วยตัวเอง
เพราะศิลปะมันไม่ได้อยู่ในตำรา แต่มีอยู่แล้วในตัวเรา

ฉันเริ่มต้นเรียนรู้จากอ.ผ่อง จากการเขียนภาพแบบ contour ซึ่งเป็นพื้นฐาน
ของการพิจารณาวัตถุและการลากเส้นที่เป็นธรรมชาติ อาจารย์เพียงนำผลไม้พื้นบ้าน
3-4 ชนิด มาจัดวางตรงหน้า แล้วให้เราลากเส้นที่แสดงวัตถุนั้น โดยให้สายตาเรา
จับจ้องอยู่ที่วัตถุตลอดเวลา ไม่ต้องมองดูมือที่เขียน ฟังทีแรกออกจะขัดใจเพราะไม่
คุ้นเคย ในใจนึกค้านว่าจะวาดได้อย่างไร ถ้าไม่ให้ก้มมองดูมือที่กำลังวาด ภาพคงดู
ไม่ได้เป็นแน่ แต่อาจารย์ก็บอกว่าไม่สำคัญหรอกว่าภาพจะสวยหรือไม่สวย
ขอเพียงแค่เรามีสมาธิอยู่กับวัตถุตรงหน้า เส้นที่ขีดเขียนออกมาล้วนแต่สวยทั้งนั้น
เพราะเป็นเส้นสายที่เป็นธรรมชาติ อาจารย์ให้กำลังใจและบอกเพียงว่า
ขณะทำต้องผ่อนคลายนะ ผ่อนคลายข้อมือ ทำด้วยใจว่างๆ เดี๋ยวมันสวยเอง

ขณะทำมีบางช่วงที่รู้สึกเริ่มสนุก เพราะทุกคนก็วาดบิดๆ เบี้ยวๆ กันทั้งนั้น
ไม่เห็นมีใครวาดได้เหมือนเลยสักคน อาจารย์ก็ให้แง่คิดว่า เราไม่ได้ฝึกเรื่องวาดให้
เหมือน แต่เรากำลังสร้างประสบการณ์แบบใหม่ขึ้นในตัวเรา ค่อยให้กาย (มือ) ใจ
ทำงานไปพร้อมๆ กับการมองเห็นของเราที่มีต่อวัตถุตรงหน้า โดยให้เราฝึกสังเกต
ไปด้วยว่าใจเราในแต่ละขณะเป็นอย่างไร และเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
อยู่ๆ ก็รู้สึกว่า มือมันเคลื่อนตามวัตถุที่เรามองเห็น ทั้งที่เราไม่ได้ก้มลงมองมือที่
กำลังลากเส้นเลยแม้แต่น้อย ยิ่งถ้าใจเรานิ่ง เส้นสายที่ลากก็คมชัด มีความต่อเนื่อง
และมีความเป็นธรรมชาติใกล้เคียงกับวัตถุที่เห็นมากจนน่าแปลกใจ
แต่พอใจแกว่งหรือฟุ้งไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ เมื่อไหร่ลายเส้นก็พลอยสะดุดไปด้วย

เฝ้ามองและพิจารณาไปเรื่อยๆ ถึงได้พบว่าสิ่งที่อ.ผ่อง กำลังสอนไม่ใช่แค่การลากเส้น
แต่เป็นการดำรงจิตอยู่กับปัจจุบัน หากสายตาของเราสัมพันธ์กับปัจจุบันขณะของการ
มองเห็นได้เมื่อไหร่ ภาพที่ปรากฎมันสวยเอง เพราะเส้นสายที่เกิดขึ้นมันเป็นธรรมชาติ
ของการเห็น ยิ่งการเห็นของเราละเอียดมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเข้าใกล้ความเป็นธรรมชาติ
ของวัตถุมากขึ้นเท่านั้น ภาพที่เราวาดกับสิ่งที่มองเห็นก็คือสิ่งเดียวกัน

มันทำให้ฉันฉุกคิดได้ว่า ทุกวันนี้การมองเห็นของเราในชีวิตเป็นอย่างไร
เราไม่เคยได้มีเวลาพิจารณาสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างจริงจังเลย แม้ในขณะที่เรากำลังพูด
อยู่กับคนตรงหน้า ในใจเราก็คิดไปถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ซึ่งบ่อยครั้งก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่
กำลังพูดเลย ใจมันคอยแวบไปแวบมาตลอด ทั้งการเห็นและการได้ยินจึงบิดเบี้ยวเอา
มากๆ ขนาดว่าคู่สนทนาแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย กังวล รำคาญใจ เราก็แทบมองไม่เห็น
เพราะเรามัวแต่หมกมุ่นกับความคิดหรือความรู้สึกในตัวเราเป็นหลัก เราปิดกั้นการรับรู้
ของเราไปจนหมด ทั้งการมองเห็น การได้ยิน และการสัมผัส

ชีวิตของเราจึงบิดเบือน บิดเบี้ยวเพราะไม่ได้อยู่กับความเป็นจริง เอาแค่ง่ายๆ
เวลาเดินสวนกับเพื่อนที่ทำงาน แล้วเค้าส่งเสียงทักทายว่าเป็นไงบ้าง
ฉันก็มักตอบว่า "สบายดี" โดยอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นฉันเป็นอย่างไร
รู้สึกอย่างไรจริงๆ เพราะใจฉันกำลังห่วงว่าเดี๋ยวจะเข้าประชุมสาย
ขณะประชุมฉันก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคนที่กำลังพูด ทั้งๆ ที่ในสมองฉันคิดถึงเรื่องงานที่
ต้องส่งสิ้นเดือนนี้ว่าจะทำทันมั้ย แต่ก็นั่นแหล่ะ ฉันไม่มีเวลามาหาคำตอบหรอกว่า
วันนี้ฉันเป็นยังไงบ้าง และมันก็ผ่านไปเหมือนทุกวัน

การทำ contour ช่วยสร้างประสบการณ์ให้ฉันดำรงอยู่กับปัจจุบันขณะด้วยกาย
ด้วยใจ และทั้งหมดที่ตัวฉัน ไม่ใช่แค่คิดว่าฉันกำลังทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่แทบจะเป็น
สิ่งเดียวกัน มือที่กำลังเคลื่อนไหวเพียงถ่ายทอดการมองเห็นของตัวฉันเท่านั้น
มือที่มั่นคงก็สะท้อนการมองเห็นที่มั่นคง ภาพที่อ่อนช้อยนุ่มนวล ก็สะท้อนความฮ่อนโยน
และประณีตในการมองเห็นของฉัน ฉะนั้น ตัวฉันกับศิลปะจึงไม่ได้แยกขาดจากกัน
ศิลปะคือตัวฉัน ฉันคือศิลปะ พอตระหนักถึงตรงนี้ ฉันก็เลิกกังวลกับผลงานไปในทันที
ภาพจะสวยหรือไม่สวยไม่สำคัญเท่ากับว่าในขณะที่ฉันกำลังทำงานศิลปะ ฉันมองเห็น
อะไรต่างหาก การเห็น สามารถเกิดขึ้นทั้งข้างนอก (วัตถุ) และข้างใน (จิต)

หากฉันเพ่งจ้องวัตถุมากเกินไป โดยไม่เห็นฉันกำลังคาดหวังว่าภาพจะต้องออกมาดูดี
งานศิลปะที่อยู่ตรงหน้าย่อมบ่งบอกถึงความตึง ความไม่ผ่อนคลาย ความไม่เป็นธรรมชาติ
เส้นก็จะแข็งมาก หากเราผ่อนคลายมากเกินไปจนผลอยหลับบ้าง สะลึมสะลือบ้าง ลายเส้น
ก็จะขาดน้ำหนัก ขาดความคมชัด เพราะฉะนั้นงานศิลปะจึงบอกสภาวะของผู้ทำงานศิลปะได้
เป็นอย่างดี อ.ผ่อง บอกว่า มองปุ๊บเดียวก็พอจะเดาได้ว่า ใครเป็นอย่างไร นิสัยยังไง

ถามว่าอะไรเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การมองเห็นข้างนอกกับข้างมันไม่สัมพันธ์กันหรือ
บางครั้งก็ขัดแย้งกัน ฉันคิดว่า อุปสรรคสำคัญก็คือ"ความคิด" ยิ่งคนมีความรู้มากก็มักปล่อยใจ
ไปอยู่ที่ความคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งไปเรื่อยๆ จนไม่อยู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
อุปสรรคประการต่อมาก็คือ "ความคุ้นเคย" เวลาที่เราเผลอเรามักกลับไปทำในสิ่งที่คุ้นเคย
ซึ่งทำให้เราไม่ได้เรียนรู้ เช่น เวลาเราขับรถไป คุยโทรศัพท์ไป เรามักพบว่าตัวเองกำลัง
ขับรถตามแพทเทิร์นแบบที่เคยขับทุกวัน จนบางครั้งก็ลืมไปว่าตั้งใจจะไปอีกที่หนึ่งต่างหาก
เป็นต้น

การวาดภาพแบบ contour จึงเป็นเครื่องมือที่ดีที่ช่วยให้ฉันได้ฝึกฝนให้อยู่กับปัจจุบัน
ขณะของตัวเอง และเรียนรู้ที่จะมองเข้าไปในตัวเองและเห็นถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นช้าๆ
การเห็นจะช่วยให้เราหยุดตัวเองจากความคุ้นชินบางอย่าง เช่น ความหงุดหงิด ความเบื่อ
เพราะทันทีที่เราเห็นมันก็ค่อยๆ ดับไป ซึ่งฉันพบว่าตัวเองทำได้เป็นช่วงๆ แล้วก็กลับไป
กลับมาอยู่อย่างนั้น อาจารย์ก็ให้กำลังใจว่าดีแล้ว มันเป็นอย่างนั้นแหล่ะ พอเราทำบ่อยๆ
เข้า หรือหมั่นฝึกฝนอยู่เนืองๆ จิตที่มีความสงบก็สามารถตั้งมั่นอยู่ได้นานขึ้น เป็นปกติมากขึ้น
เราก็จะสามารถเข้าถึงความดี ความงาม และความจริงตามธรรมชาติในที่สุด

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คุณเคารพตัวเองอย่างไรบ้าง?

มีคำถามมากมายที่วิ่งเข้ามาหาเราอยู่ตลอดเวลา
แต่อาจมีเพียงไม่กี่คำถามในชีวิตที่จำเป็นสำหรับเราจริงๆ

หลายวันมานี้ ฉันนั่งถามตัวเองว่า "ฉันกำลังทำอะไรอยู่"
และ "อะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับฉันตอนนี้"

แรกๆ ฉันก็ตอบอย่างที่คุณคงเดาได้ไม่ยาก
"งาน ความสำเร็จ เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ได้ทำอะไรใหม่ๆ ฯลฯ"
พอฉันผ่อนคลายตัวเองและให้เวลาตัวเองนานขึ้นกับคำถามนี้
กลับพบว่ามีหลายๆ คำตอบที่ฉันนึกไม่ถึง

"ความสงบ การท่องเที่ยว ธรรมชาติ หนังดีๆ สักเรื่อง คนที่เป็น
แรงบันดาลใจ หนังสือ กินของอร่อย นอน ฯลฯ " ฉันตอบไปได้

สักพักก็เริ่มค้นพบว่า ลึกๆ แล้วฉันต้องการการพักผ่อนต่างหาก
อาจเป็นเพราะช่วงนี้ฉันทำงานมากจนเกินไป มากเสียจน
แทบไม่มีเวลาได้หยุดคิดใคร่ครวญอย่างจริงจัง บางครั้งเราก็ปล่อย
ให้กิเลสของเราควบคุมชีวิตของเราไว้



แต่ละวันมักจะมีคำถามเข้ามาในชีวิตเรามากมาย
ตั้งแต่ชีวิตความเป็นอยู่ การงาน ไปจนถึงความสัมพันธ์
ทว่ามีสักกี่คำถามที่คุณสนใจตอบมันอย่างจริงจัง อย่างเช่น
เป็นยังไงบ้าง?
สบายดีมั้ย?
ตอนนี้ทำอะไรอยู่?
แม่รักผมหรือเปล่า?
ผมจะตายมั้ยหมอ?

คำถามเหล่านี้มักผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วก็ผ่านไปจนกลาย
เป็นคำตอบโดยอัตโนมัติ
แต่มีคำถามนึงที่ฉันรู้สึกว่าไม่สามารถผ่านมันไปได้ง่ายๆ
และเมื่อค้นหาคำตอบอย่างจริงจัง ฉันก็พบคำถามที่น่าสนใจมากมาย
คุณอยากลองถามตัวเองบ้างมั้ย

"คุณเคารพตัวเองอย่างไรบ้าง?"

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ด้วยรักและเคารพแด่ "ครู"

วันแห่งความรักเพิ่งผ่านพ้นไป
หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมต้องบอกรักกันแค่วันวาเลนไทน์
นั่นสิ วันวาเลนไทน์สำหรับฉันก็แค่วันๆ หนึ่งเท่านั้นเอง
แต่พอมีเทศกาลมาเตือนให้เรานึกถึงคนที่เรารักบ้าง
ก็ไม่เลวนักหรอก ทำให้ได้ทบทวนว่า
ในชีวิตเรามีใครที่เราอยากบอกรักบ้าง

แล้วก็พบว่า มีคน 2 คนที่ฉันรักและเคารพมาก
แต่ไม่เคยบอกรักท่านเลย
ใครกันนะ...อย่าเดาเลย จ้างให้ก็ทายไม่ถูกหรอก

คนแรกนั้นมีความหมายกับชีวิตฉันมาก
ท่านเป็นทั้งครูผู้ให้ความรู้และนำทางจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้
ท่านติดอาวุธทางปัญญาให้กับฉัน และสอนให้ฉันคิดเป็น
สอนให้ฉันเคารพและให้เกียรติคนอื่นแม้เขาจะต่ำต้อยกว่า
ที่สำคัญท่านสอนให้ฉันตระหนักว่า การให้โอกาสผู้อื่นนั้น
คือการให้โอกาสตนเองได้เรียนรู้ด้วยเช่นกัน
ซึ่งจะทำให้เราไม่มีวันเดินถอยหลัง

ท่านยังเป็นแบบอย่างของคนที่ใฝ่รู้อยู่เสมอ
ไม่มีอะไรที่ท่านตั้งใจแล้วทำไม่ได้ เพราะท่านเชื่อว่าคนเรา
มีศักยภาพในการเรียนรู้ หากเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจ
และมีอุดมคติบางอย่างที่หล่อเลี้ยงวิถีแห่งการดำเนินชีวิต
ฉันโชคดีเหลือเกินที่ได้รู้จัก ได้เรียนรู้ และทำงานกับท่านมา
ไม่ต่ำกว่า 8 ปี แม้วันนี้ฉันจะมีเส้นทางเป็นของตนเอง
แต่ก็ไม่เคยลืมพระคุณของครูท่านนี้เลยแม้แต่น้อย
ฉันจึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้แสดงความรักและความเคารพแด่ครู
ผู้เป็นแสงสว่างแห่งปัญญา "ดร.ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์"
สงกรานต์ปีนี้จะหาโอกาสไปกราบท่านสักครั้ง

ส่วนอีกท่านหนึ่งนั้นเป็นครูที่ไม่เคยได้พบหน้ากันอย่างจริงจัง
ไม่เคยพูดคุยกันแม้สักครั้งเดียว แต่ฉันก็สามารถเคารพท่าน
ได้อย่างจริงใจ และขอบังอาจเรียกท่านว่าเป็นครูอีกคนหนึ่ง
ในชีวิตของฉัน ท่านผู้นี้ก็คือ "คุณชัชรินทร์ ไชยวัฒน์"
เจ้าของคอลัมน์ "จุดไฟในนาคร" ในหนังสืออาทิตย์ข่าวพิเศษ
ที่ฉันได้อ่านตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา จนกระทั่งหนังสือพิมพ์
รายสัปดาห์ฉบับนี้ปิดตัวลงในที่สุด

ผลงานเขียนของคุณชัชรินทร์ ในอาทิตย์ข่าวพิเศษนั้น
มีอิทธิพลต่อมุมมองหรือวิธีคิดของฉันที่มีต่อสังคมการเมืองไทย
เป็นอย่างมาก ทุกตัวอักษรที่ปรากฎบนหน้ากระดาษ
แสดงถึงความเฉียบคมและความลุ่มลึกในการเข้าถึงความจริง
ที่อยู่เบื้องหลังปรากฎการณ์ทางสังคมในแต่ละยุคสมัยได้อย่าง
น่าประทับใจ

ซึ่งได้มีส่วนหล่อหลอมให้ฉันมีวุฒิภาวะในการคิดวิเคราะห์
และสามารถเชื่อมโยงเหตุปัจจัยต่างๆ ทั้งในระดับปัจเจก
ระดับสังคม และระดับโลกได้อย่างที่ไม่เคยได้เรียนในมหา'ลัย
มาก่อน อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจในยามที่ท้อแท้ผิดหวัง
กับสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่เหลวแหลกซ้ำซาก
ทำให้ฉันเข้าใจและสามารถวางท่าทีต่อปรากฎการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้น โดยไม่เป็นทุกข์จนเกินไป

และเป็นข้อเขียนชิ้นแรกๆ ที่ทำให้ฉันนึกอยากอ่านธรรมะของ
ท่านพุทธทาสขึ้นมา ทั้งๆ ที่สมัยนั้นไม่ค่อยนิยมหนังสือธรรมะ
สักเท่าไหร่ แถมยังมีอคติกับคนที่สนใจปฏิบัติธรรมด้วย
บทวิเคราะห์หลายชิ้นของท่านสามารถเชื่อมโยงหลักธรรม
โดยเฉพาะเรื่อง "อิทัปปัจจยตา" ได้อย่างน่าสนใจ รวมถึงเรื่อง
"ไกวัลยธรรม" ด้วย

ฉันจึงขอใช้โอกาสนี้แสดงความรักและความคารวะแด่ครูที่ไม่
เคยพบหน้าท่านนี้ด้วย ท่านไม่จำเป็นต้องรู้จักฉัน และไม่มีความ
จำเป็นที่ฉันต้องเพียรพยายามไปรู้จักท่าน ความกตัญญูกตเวทิตา
ที่ฉันพึงมีต่อท่านก็คือ การดำเนินชีวิตในปัจจุบันของฉันต่างหาก
ที่เป็นของขวัญหรือสิ่งแสดงความคาวระที่ท่านอยากเห็น

ในยามที่เหนื่อยล้าและท้อถอย
ฉันมักนึกถึงครูทั้งสองท่านนี้ เหมือนท่านมายืนอยู่เบื้องหน้า
และบอกฉันด้วยน้ำเสียงที่เมตตาว่า
"ไม่มีสิ่งใดที่สูญเปล่า มีแต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ"
ขอบพระคุณครูของฉันอีกครั้งที่ทำให้เดือนแห่งความรักนี้
เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าเต็มที

รักครูค่ะ
สุ้ย