วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คุณเคารพตัวเองอย่างไรบ้าง?

มีคำถามมากมายที่วิ่งเข้ามาหาเราอยู่ตลอดเวลา
แต่อาจมีเพียงไม่กี่คำถามในชีวิตที่จำเป็นสำหรับเราจริงๆ

หลายวันมานี้ ฉันนั่งถามตัวเองว่า "ฉันกำลังทำอะไรอยู่"
และ "อะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับฉันตอนนี้"

แรกๆ ฉันก็ตอบอย่างที่คุณคงเดาได้ไม่ยาก
"งาน ความสำเร็จ เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ได้ทำอะไรใหม่ๆ ฯลฯ"
พอฉันผ่อนคลายตัวเองและให้เวลาตัวเองนานขึ้นกับคำถามนี้
กลับพบว่ามีหลายๆ คำตอบที่ฉันนึกไม่ถึง

"ความสงบ การท่องเที่ยว ธรรมชาติ หนังดีๆ สักเรื่อง คนที่เป็น
แรงบันดาลใจ หนังสือ กินของอร่อย นอน ฯลฯ " ฉันตอบไปได้

สักพักก็เริ่มค้นพบว่า ลึกๆ แล้วฉันต้องการการพักผ่อนต่างหาก
อาจเป็นเพราะช่วงนี้ฉันทำงานมากจนเกินไป มากเสียจน
แทบไม่มีเวลาได้หยุดคิดใคร่ครวญอย่างจริงจัง บางครั้งเราก็ปล่อย
ให้กิเลสของเราควบคุมชีวิตของเราไว้



แต่ละวันมักจะมีคำถามเข้ามาในชีวิตเรามากมาย
ตั้งแต่ชีวิตความเป็นอยู่ การงาน ไปจนถึงความสัมพันธ์
ทว่ามีสักกี่คำถามที่คุณสนใจตอบมันอย่างจริงจัง อย่างเช่น
เป็นยังไงบ้าง?
สบายดีมั้ย?
ตอนนี้ทำอะไรอยู่?
แม่รักผมหรือเปล่า?
ผมจะตายมั้ยหมอ?

คำถามเหล่านี้มักผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วก็ผ่านไปจนกลาย
เป็นคำตอบโดยอัตโนมัติ
แต่มีคำถามนึงที่ฉันรู้สึกว่าไม่สามารถผ่านมันไปได้ง่ายๆ
และเมื่อค้นหาคำตอบอย่างจริงจัง ฉันก็พบคำถามที่น่าสนใจมากมาย
คุณอยากลองถามตัวเองบ้างมั้ย

"คุณเคารพตัวเองอย่างไรบ้าง?"

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ด้วยรักและเคารพแด่ "ครู"

วันแห่งความรักเพิ่งผ่านพ้นไป
หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมต้องบอกรักกันแค่วันวาเลนไทน์
นั่นสิ วันวาเลนไทน์สำหรับฉันก็แค่วันๆ หนึ่งเท่านั้นเอง
แต่พอมีเทศกาลมาเตือนให้เรานึกถึงคนที่เรารักบ้าง
ก็ไม่เลวนักหรอก ทำให้ได้ทบทวนว่า
ในชีวิตเรามีใครที่เราอยากบอกรักบ้าง

แล้วก็พบว่า มีคน 2 คนที่ฉันรักและเคารพมาก
แต่ไม่เคยบอกรักท่านเลย
ใครกันนะ...อย่าเดาเลย จ้างให้ก็ทายไม่ถูกหรอก

คนแรกนั้นมีความหมายกับชีวิตฉันมาก
ท่านเป็นทั้งครูผู้ให้ความรู้และนำทางจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้
ท่านติดอาวุธทางปัญญาให้กับฉัน และสอนให้ฉันคิดเป็น
สอนให้ฉันเคารพและให้เกียรติคนอื่นแม้เขาจะต่ำต้อยกว่า
ที่สำคัญท่านสอนให้ฉันตระหนักว่า การให้โอกาสผู้อื่นนั้น
คือการให้โอกาสตนเองได้เรียนรู้ด้วยเช่นกัน
ซึ่งจะทำให้เราไม่มีวันเดินถอยหลัง

ท่านยังเป็นแบบอย่างของคนที่ใฝ่รู้อยู่เสมอ
ไม่มีอะไรที่ท่านตั้งใจแล้วทำไม่ได้ เพราะท่านเชื่อว่าคนเรา
มีศักยภาพในการเรียนรู้ หากเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจ
และมีอุดมคติบางอย่างที่หล่อเลี้ยงวิถีแห่งการดำเนินชีวิต
ฉันโชคดีเหลือเกินที่ได้รู้จัก ได้เรียนรู้ และทำงานกับท่านมา
ไม่ต่ำกว่า 8 ปี แม้วันนี้ฉันจะมีเส้นทางเป็นของตนเอง
แต่ก็ไม่เคยลืมพระคุณของครูท่านนี้เลยแม้แต่น้อย
ฉันจึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้แสดงความรักและความเคารพแด่ครู
ผู้เป็นแสงสว่างแห่งปัญญา "ดร.ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์"
สงกรานต์ปีนี้จะหาโอกาสไปกราบท่านสักครั้ง

ส่วนอีกท่านหนึ่งนั้นเป็นครูที่ไม่เคยได้พบหน้ากันอย่างจริงจัง
ไม่เคยพูดคุยกันแม้สักครั้งเดียว แต่ฉันก็สามารถเคารพท่าน
ได้อย่างจริงใจ และขอบังอาจเรียกท่านว่าเป็นครูอีกคนหนึ่ง
ในชีวิตของฉัน ท่านผู้นี้ก็คือ "คุณชัชรินทร์ ไชยวัฒน์"
เจ้าของคอลัมน์ "จุดไฟในนาคร" ในหนังสืออาทิตย์ข่าวพิเศษ
ที่ฉันได้อ่านตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา จนกระทั่งหนังสือพิมพ์
รายสัปดาห์ฉบับนี้ปิดตัวลงในที่สุด

ผลงานเขียนของคุณชัชรินทร์ ในอาทิตย์ข่าวพิเศษนั้น
มีอิทธิพลต่อมุมมองหรือวิธีคิดของฉันที่มีต่อสังคมการเมืองไทย
เป็นอย่างมาก ทุกตัวอักษรที่ปรากฎบนหน้ากระดาษ
แสดงถึงความเฉียบคมและความลุ่มลึกในการเข้าถึงความจริง
ที่อยู่เบื้องหลังปรากฎการณ์ทางสังคมในแต่ละยุคสมัยได้อย่าง
น่าประทับใจ

ซึ่งได้มีส่วนหล่อหลอมให้ฉันมีวุฒิภาวะในการคิดวิเคราะห์
และสามารถเชื่อมโยงเหตุปัจจัยต่างๆ ทั้งในระดับปัจเจก
ระดับสังคม และระดับโลกได้อย่างที่ไม่เคยได้เรียนในมหา'ลัย
มาก่อน อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจในยามที่ท้อแท้ผิดหวัง
กับสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่เหลวแหลกซ้ำซาก
ทำให้ฉันเข้าใจและสามารถวางท่าทีต่อปรากฎการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้น โดยไม่เป็นทุกข์จนเกินไป

และเป็นข้อเขียนชิ้นแรกๆ ที่ทำให้ฉันนึกอยากอ่านธรรมะของ
ท่านพุทธทาสขึ้นมา ทั้งๆ ที่สมัยนั้นไม่ค่อยนิยมหนังสือธรรมะ
สักเท่าไหร่ แถมยังมีอคติกับคนที่สนใจปฏิบัติธรรมด้วย
บทวิเคราะห์หลายชิ้นของท่านสามารถเชื่อมโยงหลักธรรม
โดยเฉพาะเรื่อง "อิทัปปัจจยตา" ได้อย่างน่าสนใจ รวมถึงเรื่อง
"ไกวัลยธรรม" ด้วย

ฉันจึงขอใช้โอกาสนี้แสดงความรักและความคารวะแด่ครูที่ไม่
เคยพบหน้าท่านนี้ด้วย ท่านไม่จำเป็นต้องรู้จักฉัน และไม่มีความ
จำเป็นที่ฉันต้องเพียรพยายามไปรู้จักท่าน ความกตัญญูกตเวทิตา
ที่ฉันพึงมีต่อท่านก็คือ การดำเนินชีวิตในปัจจุบันของฉันต่างหาก
ที่เป็นของขวัญหรือสิ่งแสดงความคาวระที่ท่านอยากเห็น

ในยามที่เหนื่อยล้าและท้อถอย
ฉันมักนึกถึงครูทั้งสองท่านนี้ เหมือนท่านมายืนอยู่เบื้องหน้า
และบอกฉันด้วยน้ำเสียงที่เมตตาว่า
"ไม่มีสิ่งใดที่สูญเปล่า มีแต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ"
ขอบพระคุณครูของฉันอีกครั้งที่ทำให้เดือนแห่งความรักนี้
เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าเต็มที

รักครูค่ะ
สุ้ย