วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เปิดพื้นที่สำหรับตัวอ่อนหรือหน่ออ่อนทางปัญญา

เพื่อนๆ คะ

ช่วงปีสองปีมานี้ ดิฉันมีโอกาสได้ทำงานที่มีคุณค่าและได้เติบโตไปพร้อมกับงาน
อยู่ 2 ชิ้น งานแรกคือ งานฝึกอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ ที่จัดร่วมกับ
เสมสิกขาลัย ซึ่งเดิมทีดิฉันก็แค่ช่วยทำกระบวนการบ้างเป็นครั้งคราว
แต่เนื่องจากช่วงหลังมีคนสนใจเป็นจำนวนมาก ก็เลยต้องขยายทีมและสร้าง
กระบวนกรเพิ่มเติม ทำให้ต้องฝึกฝนอย่างมาก แต่ก็ท้าทายและสนุกดีค่ะ
เพราะได้เรียนรู้จากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้พัฒนาความมั่นคงภายใน
ร่วมกับเพื่อนกระบวนกรด้วยกัน อีกทั้งได้เรียนรู้จากประสบการณ์และเรื่องเล่า
ที่ผู้เข้าร่วมอบรมนำมาแบ่งปันอย่างจริงใจ และหลายครั้งเขาเหล่านั้นก็เป็นครู
ให้กับดิฉันค่ะ

หลังการฝึกอบรมหลายคนบ่นว่าอยากเจอกันบ้าง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์
ซึ่งกันและกัน เพราะเรื่องทำนองนี้ไปคุยกับคนทั่วไปบางครั้งก็เป็นเรื่องยาก
จึงอยากมีเวทีหรือนัดหมายมาเจอกันหรือทำกิจกรรมด้วยกันบ้างเป็นระยะ
ดิฉันรับปากว่าจะลองเอาไปคิดดู แต่ก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราว

งานชิ้นที่สองก็คือ การพัฒนางานอาสาสมัครที่รพ.จุฬา ซึ่งดิฉันไม่เคยมีความรู้
และไม่มีพื้นฐานใดๆ มาก่อนเลย แค่มีความเชื่อมั่นในศักยภาพความเป็นมนุษย์
และอยากเห็นงานอาสาสมัครเติบโตในเมืองไทยอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
หลังจากพัฒนาอาสาข้างเตียงมากว่า 2 ปี ดิฉันมีอาสาสมัครที่ผ่านงาน
ดูแลช่วยเหลือด้านจิตใจแก่ผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้ายเกือบ 50 คน
หลายคนอยากทำต่อ บางคนไปทำงานอาสาสมัครประเภทอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
บางคนเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในตนเอง ค้นพบคุณค่าความหมายของตน
และส่งผลให้ชีวิตมีความสุขขึ้นไม่มากก็น้อย ในขณะที่อีกหลายคนมีภาระ
ครอบครัวและงานการที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น แต่ก็ยังส่งข่าวอยู่เนืองๆ

อาสาสมัครหลายท่านก็กลายมาเป็นกัลยาณมิตรที่มีความสุขทุกครั้งที่ได้เจอ
จนกระทั่งมีอาสาฯ กลุ่มหนึ่ง ชวนกันจัด Meeting ทุก 2 เดือน
ประมาณว่ามากินข้าว พูดคุย ไถ่ถามทุกข์สุขของกันและกัน
จากที่เคยคุยกันสัก 2 ชั่วโมง ก็ขยายเป็น 3-4 ชั่วโมง และกลายเป็น 1 วัน
ครั้งล่าสุด เมื่อ 5 พ.ค. 51 เราชวนกันไปนั่งคุยที่เรือนร้อยฉนำ (เจริญนคร)
เอาขนมข้าวต้มติดมือมากินด้วย บรรยากาศค่อนข้างเป็นกันเอง

เป็นการพบปะที่ได้อัพเดตชีวิตของแต่ละคนไปด้วย
บางคนก็เจอทุกข์หนักหนาสาหัส บางคนเพิ่งสูญเสียคุณพ่อ บางคนไปบวช
บางคนก็ไปอบรมไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ น่าสนใจ ก็ถือโอกาสเล่าสู่กันฟัง
คราวนั้นมีน้องคนหนึ่งชื่อ "ต๋ำ" เป็นเด็กหนุ่มที่สนใจการเคลื่อนไหวร่างกาย
และการเต้นรำมาก โดยเฉพาะการร่ายรำแบบวัชรยานถึงกับลงทุนไปเรียนกับ
คุรุที่ประเทศเนปาล จนสามารถแสดงการร่ายรำแบบวัชรยานได้อย่างมีพลัง
http://tobeembryo.blogspot.com/2008/05/4-2551.html

ดิฉันเชิญชวนให้น้องต๋ำ สาธิตและร่ายรำให้เราดูเป็นตัวอย่างด้วย
ปัจจุบันน้องต๋ำ ช่วยงานดร.กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ที่มูลนิธิพันดารา
เป็นครั้งคราว และสนใจจะเอาความรู้ที่เล่าเรียนมาช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้าย
จึงได้เชื่อมร้อยเป็นเครือข่ายกันเอาไว้ แจกเบอร์ขออีเมล์กันวุ่นเลย555

ช่วงท้ายดิฉันได้ปรารภกับเพื่อนๆ ว่า มีหลายคนที่เคยผ่านการอบรมเผชิญ
ความตายอย่างสงบ และอยากมีเวทีพบปะเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนกันบ้าง
หากชวนมารวมกันเป็นเวทีที่ใหญ่ขึ้นและเปิดกว้างมากขึ้นจะเป็นไปได้มั้ย
เพื่อนสมาชิกก็เห็นดีด้วยค่ะ แต่ยังอยากให้คงบรรยากาศแบบกันเองเอาไว้
อย่างน้อยมาแล้วไม่ได้อะไร ก็ยังได้มาผ่อนคลาย มากินข้าวกัน

ก็คิดแบบไม่คาดหวังสูงน่ะค่ะ ทำไปเรียนรู้ไป ค่อยๆ ปรับกันไป
ช่วงแรกๆ ตั้งใจว่าจะทำแบบเดิมไปก่อนคือเป็นวงคุยแบบชิลชิล
ตั้งแต่ 10.00 - 16.30 น. กินข้าวกลางวันด้วยกัน ใครมีขนม ผลไม้ อาหาร
ก็ติดมือกันมาคนละอย่างสองอย่าง ขาดเหลืออะไรก็ค่อยไปซื้อเพิ่ม
( เจ้าของสถานที่มีภาชนะให้ยืม แต่ต้องล้างเก็บให้เรียบร้อย )

ช่วงเช้าจะเป็นวงพูดคุยเพราะสมองยังโล่งอยู่ ช่วงบ่ายจะมีการภาวนาและ
ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อฝึกใช้ฐานกายหรือฐานใจบ้าง แทนที่จะใช้หัวอย่างเดียว
รูปแบบกิจกรรมก็คงสลับสับเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะมาสะท้อนความคิดกัน
ในตอนท้าย

ส่วนประเด็นการพูดคุยก็ค่อนข้างเปิดกว้างค่ะ แต่ไม่ถึงกับเรื่อยเปื่อย
อาจจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความตาย ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วย
ระยะสุดท้าย การก้าวข้ามความทุกข์ แนวทางการเติบโตทางจิตวิญญาณ ฯลฯ
โดยที่ทุกคนสามารถเป็นวิทยากรซึ่งกันและกัน หรืออาจเชิญคนข้างนอก
มาพูดบ้างเป็นครั้งคราว อย่างเช่นครั้งหน้า ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 ส.ค.51
ที่เรือนร้อยฉนำนั้น เราก็ชวน ดร.กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ มาพูดคุยเรื่อง
ภาวะใกล้ตายและการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบทิเบต เป็นต้น

นอกจากนี้เรายังเปิดพื้นที่ให้กับประเด็นที่เป็นความสนใจร่วมกันหรือเรื่องราว
ของเพื่อนๆ โดยสามารถนำเสนอเรื่องราวได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งเล่า
ประสบการณ์ อ่านบทกวี ร่ายรำ เล่นดนตรี ขับเสภา ฯลฯ ท่านที่สนใจก็สามารถ
เข้าร่วมหรือเข้ามาติดตามหรืออ่านเรื่องราวได้ที่นี่

ในช่วงแรกเราอาจจะค่อยๆ ชวนคนที่คุ้นเคยหรือเคยเข้าร่วมกิจกรรมของ
เครือข่ายพุทธิกามาก่อน เช่น อาสาสมัคร คนที่เข้าอบรมเผชิญความตายฯ
กลุ่มเครือข่ายการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้าย ฯลฯ เมื่อกลุ่มแข็งแรงขึ้นหรือ
ลงตัวมากขึ้นเราคงเปิดกว้างให้คนทั่วไปเข้าร่วมได้ ยังไงก็เข้ามาติดตาม
หรือแสดงความเห็นได้ที่นี่นะคะ หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซด์ของ
โครงการเผชิญความตายอย่างสงบ เครือข่ายพุทธิกาค่ะ
(ตามลิงค์ขวามือไปก็ได้ค่ะ)

ด้วยมิตรไมตรีค่ะ

"วิธีชนะความตาย" ที่วัดศรีสุดาราม (3) ตอนจบ

พอมาถึงคำถามข้อที่ 4 เจ็ดวันสุดท้ายจะทำอะไรกับใคร?
หลายกลุ่มก็มีความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า อยากมีโอกาสได้ปฏิบัติธรรม
ได้อยู่กับคนที่รักและผูกพันใกล้ชิด ได้อยู่ท่ามกลางความสงบ เป็นต้น
ซึ่งไม่มีถูกไม่มีผิด เพราะทุกคนก็มองจากตนเองทั้งนั้น
โดยอาศัยภาพประสบการณ์ในอดีต บริบทที่หล่อหลอมคนๆ นั้นขึ้นมา

หลังจากนั้นก็มีการแลกเปลี่ยนกันเพิ่มเติมว่า ปฏิบัติธรรมเอาตอนใกล้จะตาย
ก็อาจไม่ทัน ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและทำตั้งแต่วันนี้เดี๋ยวนี้
เรียกว่าต้องมีต้นทุนมาบ้าง เมื่อเวลานั้นมาถึงเราจึงสามารถพร้อมรับมือกับ
ความตายตรงหน้าได้

อย่างไรก็ตาม ต่อให้เราหมายมั่นปั้นมือว่าจะตายแบบนั้นแบบนี้
หรือฝึกปฏิบัติอะไรต่อมิอะไรมามากก็ตาม
ถึงที่สุดความตายก็ยังเป็นสิ่งที่แน่นอนอยู่ดี
คือไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ และจะเกิดขึ้นตอนไหน อย่างไร
มีแต่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดี
จนความดีนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต กระทั่งว่าตายเมื่อไหร่ก็พร้อมเมื่อนั้น

การระลึกถึงความตายก็ดีหรือการพิจารณามรณสติก็ดี จึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่าง
สม่ำเสมอ ดังที่ พระไพศาล วิสาโล ได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มล่าสุด
"ระลึกถึงความตายสบายนัก" ว่า
การพิจารณามรณสติ ช่วยสอนให้เราเรียนรู้อย่างน้อย 2 อย่างก็คือ
1) เร่งขวนขวายในสิ่งที่ผัดผ่อน และ 2) ปล่อยวางในสิ่งที่ยึดติด

กล่าวคือ มีสิ่งสำคัญในชีวิตที่เรามักชอบผัดผ่อน เนื่องจากเห็นว่าทำเมื่อไหร่ก็ได้
ไม่มีเส้นตาย เช่น การปฏิบัติธรรม การสร้างบุญกุศล การให้เวลากับครอบครัว
หรือพ่อแม่ ในขณะที่กิจวัตรประจำวันของเรานั้นมีเรื่องอื่นๆ มากมายที่ดูเหมือน
เร่งด่วนกว่าเพราะมีเส้นตายชัดเจน จึงบังคับอยู่ในทีให้ต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว
เช่น ส่งลูกไปโรงเรียน หาลูกค้าให้ถึงเป้า ส่งงานตามกำหนด ผ่อนรถ
ไปงานศพ ฯลฯ บางอย่างแม้ไม่สำคัญเลย แต่ดึงดูดใจมากกว่า เช่น
ไปเที่ยวห้างที่กำลังลดราคา ไปชมภาพยนตร์ที่กำลังจะลาโรง หรือชมการ
ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ฯลฯ

กิจกรรมเหล่านี้มักแย่งเวลาจากเราไปหมดจนไม่มีเหลือสำหรบสิ่งที่สำคัญเร่งด่วน
ผลก็คือ ต้องเลื่อนเวลาเข้าอบรมปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ หรือไม่มีเวลาให้กับ
ครอบครัวเสียที ส่วนการไปเยี่ยมพ่อแม่หรือบวชให้ท่านก็ต้องผัดแล้วผัดอีก
มีหลายคนที่ต่อเมื่อป่วยหนักกระทันหันจึงค่อยรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้
ในขณะที่ยังมีสุขภาพดีอยู่ บางคนมาได้คิดเมื่อตอนใกล้ตาย
แต่ถึงตอนนั้นก็สายเสียแล้วที่จะทำอะไรได้

ส่วนการปล่อยวางในสิ่งที่ยึดติด พระไพศาล อธิบายว่า
ความยึดติดนั้น คือ เหตุผลสำคัญที่ทำให้เราไม่พร้อมเผชิญกับความตาย
เพราะความตายหมายถึงการพลัดพรากจากสิ่งเหล่านี้ คนเรายึดติดหลายอย่าง
ทั้งบุคคลและสิ่งของ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ความห่วงหาอาลัยสิ่งเหล่านี้
ทำให้ผู้คนจำนวนมากทุรนทุรายกระสับกระส่ายเมื่อความตายมาถึง

จึงเป็นเรื่องที่เราจำเป็นต้องฝึกปล่อยวางความยึดติดก่อนที่เราจะตาย
ทั้งคน สิ่งของ การงาน ชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติ กระทั่งตัวตนของเรา
เพราะไม่มีอะไรเป็นของเราอย่างแท้จริงเลย แม้แต่ร่างกายของเรา
ก็ต้องเน่าเปื่อยผุพังสักวันหนึ่ง

( ตัดตอนบางส่วนจากหนังสือ ระลึกถึงความตายสบายนัก เขียนโดยพระไพศาล วิสาโล
จัดพิมพ์โดย เครือข่ายพุทธิกา )


การที่เราจะสามารถเอาชนะความตาย หรืออยู่เหนือความตายได้
ก็ต่อเมื่อเรายอมรับความจริงที่ว่า เราต้องตายแน่นอน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
อาจเป็นวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ได้ ดังภาษิตทิเบตที่กล่าวว่า
"ชาติหน้าหรือวันพรุ่งนี้ อะไรจะมาก่อน เราไม่มีทางรู้ได้"
นอกจากนี้ การฝึกเตรียมพร้อมรับมือกับความตายด้วยการฝึกตายอยู่บ่อยๆ
เช่น เมื่อออกจากบ้าน เมื่อโดยสารเครื่องบิน เมื่อพบเจออุบัติเหตุ เมื่อขับรถ
เมื่อไปเยี่ยมคนป่วยที่รพ. ฯลฯ เหล่านี้จะช่วยให้เราพร้อมและสามารถเผชิญ
ความตายได้อย่างสงบ

**ขอบคุณมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยและนักศึกษาป.โท
ทุกท่านสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นและการอำนวยความสะดวกในทุกด้านค่ะ**

"วิธีชนะความตาย" ที่วัดศรีสุดาราม (2)

หลังจากแนะนำตัวและเล่าที่มาที่ไปของแต่ละคนแล้ว
คราวนี้ดิฉันก็แจกกระดาษ A4 ให้ผู้เข้าร่วมคนละแผ่น
ให้ทุกคนพับครึ่ง แล้วก็พับครึ่งอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อคลี่ออกรอยพับจะทำให้กระดาษ A4 แบ่งออกเป็น 4 ช่องแบบง่ายๆ
จากนั้นก็ให้เขียนหมายเลขกำกับที่หัวมุมของแต่ละช่อง 1,2,3 และ 4

ดิฉันตั้งคำถามเพื่อให้แต่ละท่านตอบคำถามทีละข้ออย่างช้าๆ
โดยที่ก่อนตอบขอให้ทุกคนใคร่ครวญภายในตอนเองอย่างลึกซึ้ง
รับฟังเสียงที่อยู่ข้างใน ตอบอย่างจริงใจและซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตน
ไม่ต้องกังวลว่าจะตอบผิดตอบถูก เพราะไม่ใช่การตอบข้อสอบ

คำถามข้อ 1 อะไรที่ทำให้ท่านมีความสุข?
คำถามข้อ 2 อะไรที่ทำให้ท่านไม่มีความสุข?
คำถามข้อ 3 ถ้าเลือกได้ท่านอยากตายแบบไหน?
คำถามข้อ 4 เจ็ดวันสุดท้ายของชีวิตท่านจะทำอะไร และกับใคร?

เมื่อทุกคนเขียนคำตอบของตนเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดิฉันให้นับ 1-6
เพื่อแบ่งเป็นกลุ่มย่อย 6 กลุ่มๆ ละ 4-5 คน
ซึ่งแต่ละคนจะมีโอกาสแบ่งปันความคิดเห็นหรือความรู้สึกของตนให้กลุ่มรับฟัง
โดยเกี่ยวเนื่องกับคำถามทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมา

ทุกกลุ่มมีเวลา 40-45 นาที ซึ่งตอนแรกกังวลว่าจะมากไปหรือไม่
แต่ดูจากบรรยากาศแล้วปรากฎว่าทุกกลุ่มคุยกันอย่างออกรส
บางคนอาจจะพูดน้อย บางคนอาจจะพูดมากหน่อย แต่ก็ไม่เป็นปัญหา
เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักกัน และเรื่องราวที่ได้ยินก็อาจเป็นประโยชน์ไม่น้อย

สังเกตว่าแต่ละกลุ่มใช้เวลาสั้นมากในการทำความรู้จักและพูดคุยกัน
แต่ดูเปิดเผย จริงใจ และคุ้นเคยกันเร็วมาก
การเพิ่งรู้จักกันบางครั้งก็เป็นข้อดีที่ทำให้เราสามารถพูดถึงบางเรื่องที่อยู่ในใจได้
โดยไม่ต้องกังวลว่าคนฟังจะรู้สึกหรือคิดกับเราอย่างไร เพราะเดี๋ยวก็แยกกันแล้ว

แต่บางครั้งความคุ้นเคยหรือไว้วางใจก็ช่วยทำให้เราสามารถคลี่คลายปมปัญหา
บางอย่างที่อยู่ภายในใจได้ เพราะเราเชื่อมั่นว่าผู้ฟังพร้อมจะเข้าใจและรับฟัง
โดยไม่ตัดสินว่าเราเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ขึ้นอยู่บริบท เนื้อหา และความต้องการ
ของผู้เข้าร่วมที่เราไปจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วย

ครั้งนี้สังเกตว่า ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่อยากมีพื้นที่ของการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน
ในเรื่องความตายและประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยใกล้ตาย
การแบ่งเป็นกลุ่มย่อยช่วยให้แต่ละคนได้พูดมากขึ้น ได้แบ่งปันประสบการณ์
ของตนอย่างเต็มที่ ในขณะที่มีเพื่อนๆ ในกลุ่มพร้อมจะรับฟัง
บรรยากาศจึงดูผ่อนคลาย สบายๆ และรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ผ่านไป 45 นาที เรากลับมารวมกันเป็นวงใหญ่อีกครั้ง
เพื่อสรุปสิ่งที่เราได้เรียนรู้กันในแต่ละกลุ่ม แต่เนื่องจากมีเวลาเหลือไม่มาก
ดิฉันจึงให้ตัวแทนกลุ่มแบ่งปันเฉพาะคำถามข้อที่ 3 และ 4
ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีคำตอบที่ใกล้เคียงกัน เช่น
ข้อ 3 ส่วนใหญ่ก็อยากตายแบบไม่เจ็บไม่ปวด ไม่ทรมาน มีสติก่อนตาย
รวมถึงได้สั่งเสีย ได้สะสางเรื่องห่วงกังวล ได้ทำพินัยกรรมเรียบร้อย เป็นต้น

มีบางคนที่อยากหลับตาย แต่ก็มีบางคนแย้งว่าตายขณะมีสติน่าจะดีกว่า
โดยเฉพาะในทางพุทธศาสนาที่เชื่อในเรื่องจิตสุดท้ายก่อนตายหรือ
"อาสันนกรรม" กรรมจวนเจียนจะสิ้นใจ ถ้าจิตน้อมไปในทางที่เป็นกุศลหรือ
ความดีที่ได้ทำก็จะไปสู่สุคติ แต่ถ้าไปตกอยู่ในความทุกข์หรือความชั่วที่ได้
เคยกระทำเชื่อว่าจะไปสู่ทุคติได้

อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าคนที่ทำความดีมาตลอดหากมาพลาดท่า
เสียทีในตอนสุดท้ายแล้วจะต้องได้รับผลกรรรมที่ไม่ดีนั้นไปตลอด เพียงแต่
อาสันนกรรมจะให้ผลก่อน แต่ถ้าคนๆ นั้นทำความดีมามาก ผลแห่งความดี
หรือกุศลที่สร้างมาก็จะตามมาให้ผลในภายหลัง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้อง
กังวลให้มาก หากเราเชื่อมั่นในความดีของเรา ผลที่ตามมาย่อมเป็นไปตาม
เหตุตามปัจจัยนั้นๆ
ดังคำสอนของท่านพุทธทาสในเรื่อง ปฏิจจสมุทบาท
และอิทัปปัจยตา

หากเราอยากตายอย่างมีสติสิ่งที่เราควรตระหนักก็คือว่า ช่วงเวลาใกล้ตายนั้น
คือนาทีทอง ท่านพุทธทาสสอนว่า "ให้ตกกะไดพลอยกระโจน"
หมายความว่า เวลาใกล้ตายหรือจวนเจียนจะหมดลม ให้ปล่อยวางให้หมด
ไม่ต้องไปห่วงกังวลหรือคิดหน้าคิดหลังว่าจะไปเกิดเป็นอะไร
ให้เดินหน้าลูกเดียวและยอมรับทุกอย่างไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

(ยังมีต่อ)

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

"วิธีชนะความตาย" ที่วัดศรีสุดาราม (1)

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
ได้มีโอกาสไปร่วมงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2551
ที่จัดโดยนักศึกษาปริญญาโท สาขาชีวิตและความตาย
ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
โดยจัดขึ้นที่อาคารเรียนของมหาจุฬาฯ ภายในวัดศรีสุดาราม (บางขุนนนท์)
หัวข้อน่าสนใจเชียว "วิธีชนะความตาย : มิติทางสังคมปัจจุบัน"

มีวิธีชนะความตายด้วยหรือ? น่าสนเน๊อะ หลายคนคงคิดเช่นนั้น
เรียกว่าตั้งหัวข้อการสัมมนาชวนให้ฉงนและเกิดความสนใจใคร่รู้
มีผู้สนใจเข้าร่วมมากกว่า 300 คน ( ประเมินด้วยสายตา )
มีทั้งพระ ฆราวาส คณาจารย์ และคณะผู้จัดฯ มากหน้าหลายตา

ดิฉันได้รับเชิญให้เข้าร่วมสัมมนาและรับผิดชอบห้องย่อยในภาคบ่าย
ความที่เป็นผู้จัดการโครงการเผชิญความตายอย่างสงบ
และมีประสบการณ์ในการฝึกอบรมมาระดับหนึ่ง จึงทำให้ทางคณะผู้จัดให้เกียรติ
และความไว้วางใจให้ดูแลห้องย่อยกับเค้าด้วยหนึ่งห้อง
( มีทั้งหมด 7 ห้อง ได้แก่ โยคะ ฉือจี้ จิตวิวัฒน์ เป็นต้น )

ห้องย่อยที่ดิฉันดูแลชื่อว่า "ประสบการณ์ชนะความตาย"
แค่ฟังชื่อก็แหยงแล้ว เพราะดิฉันเองก็ยังกลัวตาย และไม่เคยตาย
จะมาเล่าประสบการณ์ชนะความตายได้อย่างไร?
มาตั้งสติได้ว่าผู้จัดคงมีเจตนาท้าทายให้ฉุกคิดหรือชวนกันคิดมากกว่า
ซึ่งก็เป็นดังคาด เพราะมีผู้สนใจที่ลงชื่อเข้าร่วมกว่า 30 คน

เนื่องจากมีเวลาเพียง 3 ชั่วโมง ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามหัวข้อดังกล่าว
ดิฉันเริ่มต้นจากการให้แต่ละคนแนะนำตัว และพูดถึงสิ่งที่ตนเองคาดหวัง
ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้ว่า "ความสนใจเรื่องความตาย" ของแต่ละคน
ล้วนมีที่มาและความคาดหวังที่แตกต่างกัน
มีทั้งกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่สนใจที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในงาน
บ้างก็เพิ่งผ่านประสบการณ์การพลัดพรากและสูญเสีย
บ้างก็อยากจะได้เทคนิควิธีการไปใช้ดูแลคนในครอบครัวซึ่งกำลังเจ็บป่วย
และเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับตนเองด้วย

หลายเรื่องราวที่ได้ยินฟังดูคุ้นเคยอย่างยิ่ง เพราะก็เกิดขึ้นกับดิฉันเช่นเดียวกัน
ประสบการณ์บางอย่างก็ให้แง่คิดที่ทำให้เราตระหนักว่า
"ใดๆ ล้วนอนิจจัง ชีวิตนี้ไม่เที่ยงแท้แน่นอน"
บางประสบการณ์ก็ต้องอาศัยเวลาในการคลี่คลาย และเยียวยาบาดแผล
"ป่วยการที่เราจะถวิลหาอดีตที่ไม่สามารถย้อนคืน
หรือครุ่นคิดถึงอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไร"
การอยู่กับปัจจุบันขณะ และสร้างเหตุปัจจัยให้ถึงพร้อมย่อมสำคัญยิ่งกว่า

ความไม่รู้อาจทำให้เรานึกเสียดายว่า
ไม่ได้ทำอะไรอีกตั้งมากมายให้กับคนที่เรารักก่อนตาย
แต่ความรู้ที่ไม่มีปัญญาคอยกำกับก็อาจทำให้เราหลงทางหรือยึดติดได้เช่นกัน
ดังเรื่องเล่าของคุณป้าคนหนึ่ง ที่ยึดถือเรื่องจิตสุดท้ายก่อนตาย
และเกรงว่าหากจิตไม่ตั้งมั่นจะไปตกอบายภูมิ ช่วงใกล้วาระสุดท้ายจึงพยายาม
จดจ่อหรือท่องจำความดีที่ตนเองได้กระทำมาตลอดชีวิต

ด้วยหวังว่าความดีเหล่านั้นจะนำพาให้จิตไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี ได้เสวยสุข
ในชั้นเทพชั้นพรหม ยิ่งเมื่อร่างกายเริ่มเสื่อมถอย คุณป้าก็ยิ่งท่องหรือตั้งใจ
นึกถึงเรื่องดีๆ อย่างขะมักขะเม้นและเคร่งเครียดมาก
บางครั้งถึงกับจดลงกระดาษไว้เป็นข้อๆ เพราะเกรงว่าจะลืมหรือนึกไม่ทัน

ในช่วงเวลานั้นแทนที่ญาติมิตรจะได้ดูแลใกล้ชิด ได้สั่งเสียหรือกล่าวอโหสิกรม
ก็เลยพาลไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะท่านจะแสดงอากัปกิริยาหงุดหงิดเมื่อมีใครเข้า
ไปรบกวนการระลึกถึงความดีของท่าน
กลายเป็นว่าจิตที่เคยผ่องใสจากการทำความดี กลับต้องมาขุ่นมัว
เพราะความกลัวว่าจะไปไม่ดี แท้จริงแล้วพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า
"ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นอะไรก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น"

สู้เราวางใจให้เป็นอิสระจากความอยากได้อยากเป็น
ปลดปล่อยใจเราให้เป็นอิสระจากความยึดมั่นถือมั่น
แม้กระทั่งความยึดถือในตัวตนหรือตัวฉัน
ทำได้เช่นนี้เราจึงสามารถเอาชนะความตายด้วยการอยู่เหนือความตาย

(ยังมีต่อ)

ริอ่านจะมีบล๊อก

ฉันมี Blog แล้วนะ อิ อิ


เห็นใครๆ เค้าก็มีบล๊อกกัน ก็อยากจะมีบ้าง
อ่านของคนอื่นมาเยอะแล้ว
อยากลองเขียนบล๊อกดูสักที
ก็ได้แต่คิด คิด แล้วก็คิด เพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง

ความที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ๆ
เรื่องที่ดูง่ายก็กลายเป็นของยาก
อ่านคู่มือก็แล้ว ดูคำแนะนำใน go to know ก็แล้ว
เอาเข้าจริง ก็กลัวว่าจะผิดพลาด ไม่ได้เรื่อง

ถ้าออกมาไม่ดี อายเค้าตายเลย!
ความคิดนี้ไม่รู้มายังไง หลอนมาก
สุดท้ายก็ "ช่างมันเถอะ"
ยอมจำนนตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

สมน้ำหน้าตัวเอง จนเค้าเลิกฮิตกันแล้ว ก็ยังทำไม่เป็นเลย
กระทั่งเจอพี่คนหนึ่ง เค้าบอกว่า "ลงมือทำไปเลย"
ผิดก็ทำใหม่ เสียก็ลบทิ้ง จะกลัวอะไร
"พี่ก็เป็นอย่างเธอนี่แหล่ะ มัวแต่อ่านมัวแต่ศึกษาอยู่นั่น ไม่ได้ทำสักที"

พอลงมือทำจริงๆ ที่คิดว่ายากก็ง่ายนิดเดียว
ลองคลิก ลองเติมไปเรื่อย ก็เป็นเอง
เออ....ค่อยมีแรงบันดาลใจหน่อย
แล้วก็ได้ผล "ตอนนี้ฉันมีบล๊อกแล้วน๊า"

โปรดอ่านอีกครั้งหนึ่ง ฉันมีบล๊อกแล้วน๊า เย้ๆๆๆๆๆ
แต่จะได้เรื่องแค่ไหน อันนี้ไม่รับประกัน
เพราะยังเป็นมือใหม่ที่ไม่ค่อยจะมีวินัยเสียด้วย
แค่อยากมีกับเค้าบ้าง เผื่อมีบางเวลาที่อยากเขียน

จะมีใครมารับน้องใหม่บ้างมั้ยคะ?

( ขอบคุณพี่อนุชา กัลยาณมิตรผู้อารีที่ทำให้มีบล๊อกกับเค้าเสียที )