หลังจากแนะนำตัวและเล่าที่มาที่ไปของแต่ละคนแล้ว
คราวนี้ดิฉันก็แจกกระดาษ A4 ให้ผู้เข้าร่วมคนละแผ่น
ให้ทุกคนพับครึ่ง แล้วก็พับครึ่งอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อคลี่ออกรอยพับจะทำให้กระดาษ A4 แบ่งออกเป็น 4 ช่องแบบง่ายๆ
จากนั้นก็ให้เขียนหมายเลขกำกับที่หัวมุมของแต่ละช่อง 1,2,3 และ 4
ดิฉันตั้งคำถามเพื่อให้แต่ละท่านตอบคำถามทีละข้ออย่างช้าๆ
โดยที่ก่อนตอบขอให้ทุกคนใคร่ครวญภายในตอนเองอย่างลึกซึ้ง
รับฟังเสียงที่อยู่ข้างใน ตอบอย่างจริงใจและซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตน
ไม่ต้องกังวลว่าจะตอบผิดตอบถูก เพราะไม่ใช่การตอบข้อสอบ
คำถามข้อ 1 อะไรที่ทำให้ท่านมีความสุข?
คำถามข้อ 2 อะไรที่ทำให้ท่านไม่มีความสุข?
คำถามข้อ 3 ถ้าเลือกได้ท่านอยากตายแบบไหน?
คำถามข้อ 4 เจ็ดวันสุดท้ายของชีวิตท่านจะทำอะไร และกับใคร?
เมื่อทุกคนเขียนคำตอบของตนเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดิฉันให้นับ 1-6
เพื่อแบ่งเป็นกลุ่มย่อย 6 กลุ่มๆ ละ 4-5 คน
ซึ่งแต่ละคนจะมีโอกาสแบ่งปันความคิดเห็นหรือความรู้สึกของตนให้กลุ่มรับฟัง
โดยเกี่ยวเนื่องกับคำถามทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมา
ทุกกลุ่มมีเวลา 40-45 นาที ซึ่งตอนแรกกังวลว่าจะมากไปหรือไม่
แต่ดูจากบรรยากาศแล้วปรากฎว่าทุกกลุ่มคุยกันอย่างออกรส
บางคนอาจจะพูดน้อย บางคนอาจจะพูดมากหน่อย แต่ก็ไม่เป็นปัญหา
เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักกัน และเรื่องราวที่ได้ยินก็อาจเป็นประโยชน์ไม่น้อย
สังเกตว่าแต่ละกลุ่มใช้เวลาสั้นมากในการทำความรู้จักและพูดคุยกัน
แต่ดูเปิดเผย จริงใจ และคุ้นเคยกันเร็วมาก
การเพิ่งรู้จักกันบางครั้งก็เป็นข้อดีที่ทำให้เราสามารถพูดถึงบางเรื่องที่อยู่ในใจได้
โดยไม่ต้องกังวลว่าคนฟังจะรู้สึกหรือคิดกับเราอย่างไร เพราะเดี๋ยวก็แยกกันแล้ว
แต่บางครั้งความคุ้นเคยหรือไว้วางใจก็ช่วยทำให้เราสามารถคลี่คลายปมปัญหา
บางอย่างที่อยู่ภายในใจได้ เพราะเราเชื่อมั่นว่าผู้ฟังพร้อมจะเข้าใจและรับฟัง
โดยไม่ตัดสินว่าเราเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ขึ้นอยู่บริบท เนื้อหา และความต้องการ
ของผู้เข้าร่วมที่เราไปจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วย
ครั้งนี้สังเกตว่า ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่อยากมีพื้นที่ของการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน
ในเรื่องความตายและประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยใกล้ตาย
การแบ่งเป็นกลุ่มย่อยช่วยให้แต่ละคนได้พูดมากขึ้น ได้แบ่งปันประสบการณ์
ของตนอย่างเต็มที่ ในขณะที่มีเพื่อนๆ ในกลุ่มพร้อมจะรับฟัง
บรรยากาศจึงดูผ่อนคลาย สบายๆ และรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ผ่านไป 45 นาที เรากลับมารวมกันเป็นวงใหญ่อีกครั้ง
เพื่อสรุปสิ่งที่เราได้เรียนรู้กันในแต่ละกลุ่ม แต่เนื่องจากมีเวลาเหลือไม่มาก
ดิฉันจึงให้ตัวแทนกลุ่มแบ่งปันเฉพาะคำถามข้อที่ 3 และ 4
ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีคำตอบที่ใกล้เคียงกัน เช่น
ข้อ 3 ส่วนใหญ่ก็อยากตายแบบไม่เจ็บไม่ปวด ไม่ทรมาน มีสติก่อนตาย
รวมถึงได้สั่งเสีย ได้สะสางเรื่องห่วงกังวล ได้ทำพินัยกรรมเรียบร้อย เป็นต้น
มีบางคนที่อยากหลับตาย แต่ก็มีบางคนแย้งว่าตายขณะมีสติน่าจะดีกว่า
โดยเฉพาะในทางพุทธศาสนาที่เชื่อในเรื่องจิตสุดท้ายก่อนตายหรือ
"อาสันนกรรม" กรรมจวนเจียนจะสิ้นใจ ถ้าจิตน้อมไปในทางที่เป็นกุศลหรือ
ความดีที่ได้ทำก็จะไปสู่สุคติ แต่ถ้าไปตกอยู่ในความทุกข์หรือความชั่วที่ได้
เคยกระทำเชื่อว่าจะไปสู่ทุคติได้
อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าคนที่ทำความดีมาตลอดหากมาพลาดท่า
เสียทีในตอนสุดท้ายแล้วจะต้องได้รับผลกรรรมที่ไม่ดีนั้นไปตลอด เพียงแต่
อาสันนกรรมจะให้ผลก่อน แต่ถ้าคนๆ นั้นทำความดีมามาก ผลแห่งความดี
หรือกุศลที่สร้างมาก็จะตามมาให้ผลในภายหลัง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้อง
กังวลให้มาก หากเราเชื่อมั่นในความดีของเรา ผลที่ตามมาย่อมเป็นไปตาม
เหตุตามปัจจัยนั้นๆ ดังคำสอนของท่านพุทธทาสในเรื่อง ปฏิจจสมุทบาท
และอิทัปปัจยตา
หากเราอยากตายอย่างมีสติสิ่งที่เราควรตระหนักก็คือว่า ช่วงเวลาใกล้ตายนั้น
คือนาทีทอง ท่านพุทธทาสสอนว่า "ให้ตกกะไดพลอยกระโจน"
หมายความว่า เวลาใกล้ตายหรือจวนเจียนจะหมดลม ให้ปล่อยวางให้หมด
ไม่ต้องไปห่วงกังวลหรือคิดหน้าคิดหลังว่าจะไปเกิดเป็นอะไร
ให้เดินหน้าลูกเดียวและยอมรับทุกอย่างไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
(ยังมีต่อ)
วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น